img1.gif  

คณะอนุกรรมการกิจการพิเศษ ศูนย์พุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

หัวใจกรรมฐาน

พระญาณโปนิกเถระ   รจนา

พล.ต. นายแพทย์ ชาญ สุวรรณวิภัช   แปล

 

 

หนังสือ หัวใจกรรมฐาน ของพระญาณโปนิกเถระพระชาวเยอรมันแห่งประเทศศรีลังกา ซึ่งมีชื่อในภาษอังกฤษว่า The Heart of Buddhist Meditation นี่ เป็นที่รวบรวมที่ดีมากแหล่งหนึ่งแห่งความรู้เกี่ยวกับการเจริญภาวนา โดยเฉพาะวิปัสสนาภาวนาตามแนวมหาสติปัฏฐาน มีปริยัติทั้งของดั้งเดิมที่มีมาในพระไตรปิฎกและคำอธิบายในอรรถกถา มี่ทั้งคำสอนจากคัมภีร์ฝ่ายเถรวาท และจากคัมภีร์ฝ่ายมหายาน ตลอดจนคำแนะนำชี้แจงของอาจารย์ยุคต่อมาภายหลังในสายการปฏิบัติจนถึงความรู้ความคิดและประสบการณ์ในการฝึกการสอน และการปฏิบัติของท่านผู้นิพนธ์หนังสือนี้เอง เพียงเท่านี้ก็เป็นความพิเศษที่น่าสังเกตอยู่แล้ว แต่ข้อที่เป็นลักษณะเด่นของหนังสือเล่มนี้ยังมีอยู่อีก กล่าวคือ เป็นหนังสือที่เขียนขึ้นโดยมุ่งให้เหมาะกับชีวิตจิตใจของคนในสังคมปัจจุบันเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมอุตสาหกรรม และสังคมที่เรียกว่าพัฒนาแล้วซึ่งมีความสับสนวุ่นวาย และความคับแค้นทางจิตใจมาก กล่าวได้ว่าผู้เขียนหนังสือนี้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กล่าวมานี้ ทั้งโดยเนื้อหาที่แสดงและโดยภาษาที่ใช้ ทำให้หนังสือ หัวใจกรรมฐาน ได้รับความชื่นชมเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่ผู้สนใจทางพุทธศาสนาในประเทศตะวันตก ดังปรากฏว่าหลังจากเริ่มพิมพ์เผยแพร่ในประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. 2505 แล้วก็ได้มีการพิมพ์จำหน่ายซ้ำแล้วซ้ำอีกหลายครั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา

พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

สารบัญเรื่อง

 

 

หน้า

1.5

 วิธีสติปัฏฐานแบบพม่า

98-125

1.6

 การมีสติกำหนดลมหายใจ (อานาปานสติ) : คำแนะนำในการปฏิบัติ

126-131

 

ภาคสอง มหาสติปัฏฐานสูตร

133-166

2.0

 บทนำ

135

2.1

 การเฝ้าตามดูกาย

136-145

 

2.1.1 อานาปานปัพพะ

136-137

 

2.1.2 อิริยาบถปัพพะ

137

 

2.1.3 สัมปชัญญปัพพะ

137-138

 

2.1.4 ปฏิกูลปัพพะ

138-139

 

2.1.5 ธาตุปัพพะ

139-140

 

2.1.6 นวสีวถิกาปัพพะ

140-145

2.2

 การเฝ้าตามดูเวทนา

146-147

2.3

 การเฝ้าตามดูจิต

148

2.4

 การเฝ้าตามดูธรรม

149-165

 

2.4.1 นิวรณ์ปัพพะ

149-151

 

2.4.2 ขันธปัพพะ

151-152

 

2.4.3 อายตนะปัพพะ

152-153

 

2.4.4 โพชฌงค์ปัพพะ

153-155

 

2.4.5 สัจจปัพพะ

155-165

2.5

 อานิสงส์

166

 

 

 

1.5 วิธีสติปัฏฐานแบบพม่า

          98(1) แม้ว่าลักษณะเด่นชัดของการปฏิบัติกรรมฐานแบบสติปัฏฐานจะแลดูคล้ายง่ายมาก และเข้าใจได้ชัดเจนหลังจากการฟังหรือการอ่านแล้วสักครั้งเดียว แต่ความคิดที่แพร่หลายทั่วไปเกี่ยวกับวิธีปฏิบัติยังค่อนข้างพร่าสับสนอยู่ แม้ในประเทศที่นับถือพุทธศาสนาบางประเทศ ความเข้าใจที่แท้จริง และการปฏิบัติที่ถูกต้องยังค่อนข้างล้าหลังมาก เมื่อเปรียบเทียบกับความมีศรัทธาเป็นส่วนใหญ่และความเข้าใจโดยซาบซึ้งโดยทางเหตุผล ในประเทศพม่า ศตวรรษที่ 20 มีการเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าวแล้วอย่างลึกซึ้งโดยบรรดาภิกษุที่มีใจค้นคว้า พยายามกำหนดเค้าโครงลักษณะพิเศษของสติปัฏฐานออกมาให้ชัดเจนใหม่อีก จากความเพียรในการภาวนาอย่างยิ่งยวด ภิกษุหล่านี้พยายามกำจัดอุปสรรคต่าง ๆ ออกไปให้เหลืออยู่เฉพาะความเข้าใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องในสติปัฏฐาน และมีภิกษุหลายรูปในพม่าและต่อมาในประเทศอื่น ๆ ได้เจริญรอยตามด้วยความเพียรอย่างเข้มแข็ง

          (2) เมื่อต้นศตวรรษนี้เอง ภิกษุชาวพม่า ชื่อว่า อู นารทะ (U Narada) ซึ่งเป็นผู้มีใจโน้มน้อมมุ่งมั่น เพื่อการแจ้งสัจจะในคำสอนตามที่ได้ศึกษามา ได้กระตือรือร้นในการค้นคว้าแสวงหาวิธีปฏิบัติกรรมฐาน ซึ่งจะสามารถให้บรรลุได้โดยตรงถึงจุดมุ่งหมายสูงสุด โดยไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้งรุ่มราม ปราศจากสิ่งประกอบจุกจิกปลีกย่อยทั้งหลาย ท่านท่องเที่ยวไปทั่วประเทศ พบอาจารย์หลายท่านผู้ปฏิบัติกรรมฐานอย่างเข้มงวด แต่ก็ไม่ได้รับคำแนะนำที่น่าพอใจ ขณะที่ยังคงแสวงหาอยู่ก็พบถ้ำ ๆ หนึ่ง ซึ่งเป็นถ้ำที่ฝึกกรรมฐานที่มีชื่อเสี่ยงแห่งหนึ่ง ณ ภูเขาซาแกง 99(Sagaing) ในตอนเหนือของประะเทศพม่า และพบพระภิกษุรูปหนึ่งผู้มีชื่อเสียงร่ำลือกันว่าเป็นผู้เข้าถึงอริยมรรค ซึ่งเที่ยงต่อการที่จะได้บรรลุความหลุดพ้นขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน เมื่อพระคุณเจ้า อู นารทะ ตั้งคำถามต่อท่าน ท่านก็ย้อนถามกลับมาว่า "ทำไมท่านจึงไปแสวงหาภายนอกคำสอนของพระบรมครู สติปัฏฐานทางสายเดียว พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนไว้หรือ"

          (3) อู นารทะ จับเอาคำให้นัยนี้แล้ว ก็กลับไปศึกษาในพระสูตรอีกครั้งหนึ่งพร้อมทั้งคำอธิบายที่สืบกันมา พิจารณาใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งและปฏิบัติตามอย่างจริงจัง ในที่สุดท่านก็สามารถเข้าใจลักษณะสำคัญของพระสูตร ผลสำเร็จที่ได้จากการปฏิบัติทำให้ท่านมั่นใจว่า ตัวท่านได้พบสิ่งที่แสวงหาแล้ว เป็นวิธีการที่ชัดเจนและได้ผลในการฝึกจิตเพื่อการรู้แจ้งอย่างสูงสุด จากประสบการณ์ของท่านเอง ท่านก็พัฒนาหลักการและรายละเอียดในการปฏิบัติ ซึ่งใช้เป็นพื้นฐานสำหรับผู้ที่เจริญรอยตามท่าน ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ของท่านโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม

          (4) เพื่อการตั้งชื่อวิธีการฝึกที่พระคุณเจ้า อู นารทะ นำมาปฏิบัติ โดยเอาหลักการของสติปัฏฐานมาใช้ได้อย่างชัดเจนจำเพาะและลงถึงตัวหลักแท้ ๆ เราขอเสนอให้เรียกวิธีนี้ว่า "วิธีสติปัฏฐานแบบพม่า" ซึ่งมิได้หมายความว่าเป็นการประดิษฐ์ขึ้นของชาวพม่า แต่เพราะเหตุว่าในประเทศพม่า การปฏิบัติตามแบบโบราณได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาปฏิบัติกันอย่างได้ผล และเข้มแข็งจริงจัง

          (5) สานุศิษย์ของพระคุณเจ้า อู นารทะ ได้เผยแพร่ความรู้วิธีนี้ทั่วไปทั้งในพม่าและประเทศพุทธศาสนาอื่น ๆ และมัคนจำนวนมากได้รับประโยชน์อย่างใหญ่หลวงโดยก้าวหน้าไปใน ทาง ด้วยวิธีนี้ พระคุณเจ้า อู นารทะ มหาเถระซึ่งในประเทศพม่ารู้จักกันดียิ่งในนามว่า เชตวัน หรือ มิงกุน สายะดอ (Jetavan or Mingun Sayadaw) ถึงมรณภาพ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 1955 เมื่ออายุได้ 87 พรรษา หลายท่านเชื่อว่าท่านได้บรรลุอรหัตตผลแล้ว

          (6) เป็นที่น่าปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ในประเทศพม่าทุกวันนี้ การปฏิบัติการสอนสติปัฏฐานเจริญงอกงามและให้ผลมากเป็นที่น่าสังเกต ทำให้เกิดข้อเปรียบเทียบที่ต่างชัดกับกระแสคลื่นของวัตถุนิยมซึ่งกำลังระบาดไปทั่วโลก ทุกวันนี้สติปัฏฐานเป็นพลังอย่างแรงในชีวิตทางศาสนาของพม่า มี100ศูนย์ฝึกปฏิบัติธรรมเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในประเทศ มีประชาชนหลายพันคนได้เข้ารับการอบรมการปฏิบัติสติปัฏฐานแบบเข้มงวด ในหลักสูตรเหล่านี้มีผู้เข้ารับการอบรมทั้งพระภิกษุและคฤหัสถ์ทั่วไป  เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงปัญญาอันเจริญแก่กล้าของรัฐบาลพม่าภายในการนำของนายกรัฐมนตรี อูนุ ซึ่งหลังจากประเทศพม่าได้รับอิสรภาพแล้วไม่นาน ก็ทำการส่งเสริมสนับสนุนศูนย์ปฏิบัติธรรมเหล่านี้ โดยท่านมีความซาบซึ้งในใจว่า จิตที่ได้รับการฝึกแล้วจะเป็นทรัพยากรของประเทศ ที่มีคุณค่าในการดำเนินชีวิตทุกแบบทุกชนิด

          (7) ขณะนี้อาจารย์สติปัฏฐานที่เด่นมากได้แก่พระคุณเจ้า มหาสี สะยะดอ หรือ อู โสภณะ มหาเถระ (Venerable Mahasi Sayadaw หรือ U Sobhana Mahathera) ซึ่งการที่ท่านทำการสอนด้วยตนเองในหลักสูตรกรรมฐานก็ดี เขียนหนังสือและเทศนากล่าวบรรยายก็ดี ได้ก่อให้เกิดประโยชน์มากแก่ความก้าวหน้าของการปฏิบัติในประเทศพม่า คนหลายพันคนได้รับประโยชน์จากคำแนะนำที่ฉลาดและชำนาญของท่าน ชายและหญิง ทั้งหนุ่มสาวและเฒ่าชรา ทั้งคนจนและคนมี ทั้งนักปราชญ์และคนธรรมดา ต่างก็เข้ามาฝึกปฏิบัติด้วยความกระตือรือร้นเอาจริงเอาจังและก็ได้รับผลทั่วกัน

          (8) เพราะพระคุณอันเริ่มแรกจากความพากเพียรของพระคุณเจ้า มหาสี สะยะดอ และศิษย์ของท่าน การฝึกวิปัสสนาด้วยวิธีนี้ ได้แพร่ขยายเข้าไปสู่ประเทศไทยและศรีลังกา และมีการเตรียมการจัดตั้งศูนย์วิปัสสนาขึ้นในประเทศอินเดีย

คำแนะนำในการปฏิบัติสติปัฏฐานแบบที่สอนกันในพม่า

1.5.1 ข้อสังเกตทั่ว ๆ ไป

          (1) ตอนต่อไปนี้จะเป็นการกล่าวถึงหลักสูตรการปฏิบัติกรรมฐานแบบเข้มงวดด้วยสติปัฏฐาน การฝึกอบรมจัดที่ ธะ ธะนา ยีตา (Thathana Yeiktha) นครร่างกุ้ง101ประเทศพม่า ภายใต้การแนะนำของพระคุณท่าน มหาสี สะยะดอ (อู โสภณะ มหาเถระ)

          (2) หลักสูตรการปฏิบัติที่ศูนย์แห่งนี้ปกติใช้เวลา 1-2 เดือน เมื่อพ้นระยะนี้แล้ว ผู้ฝึกก็กลับไปปฏิบัติต่อตามภูมิลำเนาของตน โดยปรับใช้ให้เข้ากับสภาพชีวิตของแต่ละคน ระหว่างการฝึกปฏิบัติที่เข้มงวด ผู้ฝึกไม่ได้รับอนุญาตให้อ่านหรือเขียนหนังสือหรือทำงานอื่นใดทั้งสิ้น นอกจากการฝึกกรรมฐาน และกิจกรรมที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน การพูดจำกัดให้มีน้อยที่สุด ช่วงที่ปฏิบัติที่นั่นผู้ปฏิบัติที่เป็นคฤหัสถ์จะต้องรักษาศีลแปด ซึ่งรวมถึงการละเว้นจากอาหารขบเคี้ยว (รวมทั้งอาหารเหลวบางอย่าง เช่น นม) หลังเวลาเที่ยงวัน

          (3) ข้อเขียนสั้น ๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติกรรมฐานอย่างที่เขียนไว้ ณ ที่นี้ แม้จะกล่าวเฉพาะขั้นเริ่มต้นจริง ๆ เท่านั้นก็ตาม ก็ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำเป็นส่วนตัวจากครูผู้ชำนาญ ซึ่งสามารถให้ข้อพิจารณาที่สมควรตรงกับความต้องการ และตามอัตราความก้าวหน้าในการปฏิบัติของศิษย์แต่ละคน เพราะฉะนั้นข้อเขียนต่อไปนี้จึงมีความมุ่งหมายเฉพาะผู้ที่ไม่มีโอกาสเข้าไปฝึกอบรมจากวิปัสสนาจารย์ผู้ชำนาญ ความจริงบุคคลประเภทนี้มีเป็นจำนวนมากทั้งในตะวันตกและตะวันออก จึงทำให้ผู้เขียนจำต้องเสนอข้อเขียนเหล่านี้ไว้ทั้งที่ยังมีข้อบกพร่อง โดยถือเป็นภาคปฏิบัติที่ผนวกไว้กับเนื้อหาส่วนใหญ่ของหนังสือนี้

          (4) หลักการพื้นฐานของสติปัฏฐานมีอยู่ว่า ผู้ฝึกจะต้องยึดเอาประสบการณ์ของตนเองเป็นหลักในการปฏิบัติตั้งแต่เริ่มต้นไปทีเดียว เขาควรเรียนรู้ให้เห็นสิ่งต่าง ๆ ตามที่มันเป็น และควรจะเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นด้วยตนเอง เขาไม่ควรได้รับอิทธิพลจากผู้อื่นที่มาแนะนำหรือชักจูงให้นัยในสิ่งที่เขาอาจจะเห็นหรือหวังว่าจะเห็น เพราะฉะนั้นการเข้าฝึกปฏิบัติตามหลักสูตรที่กล่าวจึงไม่มีการอธิบายภาคทฤษฎี คงมีเฉพาะคำแนะนำง่าย ๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำ และสิ่งที่ห้ามไม่ให้ทำในระยะเริ่มแรกของการปฏิบัติ เมื่อฝึกในระยะเริ่มแรกได้สักระยะหนึ่งสติจะคมขึ้น ผู้ปฏิบัติจะเริ่มรู้จักลักษณะของ อารมณ์ ในสติปัฏฐาน ซึ่งเขาไม่เคยสังเกตทราบ102มาก่อนเลย อาจารย์ก็จะพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยอาจไม่พูดแต่เพียงว่า (อย่างที่เคยที่พูดเสมอ) จงทำต่อไป แต่จะแนะนำสั้น ๆ ถึงแนวทาง ที่ผู้ปฏิบัติจะต้องหันความสนใจไปหาเพื่อให้บังเกิดผล คำสอนเป็นลายลักษณ์อักษรมีข้อเสียเปรียบตรงที่ไม่สามารถแนะนำเช่นนั้นได้ ทั้งนี้เพราะคำแนะนำอย่างนี้ขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าของผู้ปฏิบัติแต่ละคนตั้งแต่เริ่มการปฏิบัติ ถึงกระนั้นหากปฏิบัติตามคำแนะนำที่จะให้ต่อไปนี้อย่างถูกต้องทุกขั้นตอน ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัติเองจะเป็นครูนำตัวเขาก้าวหน้าไปอย่างปลอดภัย แม้จะยังคงเป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า ความก้าวหน้าในการปฏิบัติจะเป็นไปง่ายขึ้นหากมีครูผู้ชำนาญคอยควบคุม

          (5) ความสงบสุขุม เชื่อมั่นตนเอง และท่าทีที่เฝ้าคอยสังเกตตามดู เป็นลักษณะเฉพาะของการปฏิบัติกรรมฐานแบบนี้ ครูผู้สอนสติปัฏฐานที่แท้จะต้องสำรวมระวังเก็บงำความสัมพันธ์ของตนกับศิษย์ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงการประทับใจศิษย์ด้วยบุคลิกภาพหรือทำให้ศิษย์กลายเป็นสาวกของตน เขาจะต้องไม่ใช้เครื่องมือใด ๆ ที่อาจนำให้เกิดการแนะตนเอง (Autosuggestion) การสะกดจิต หรือแม้แต่กระตุ้นทางอารมณ์ให้เกิดความยินดีปราโมทย์ หากครูใช้วิธีการเช่นนี้สำหรับตัวเองหรือผู้อื่น ควรทราบว่า เขากำลังเดินทางอื่น ซึ่งไม่ใช่ทางสติปัฏฐาน

          (6) ในการปฏิบัติวิธีนี้ ไม่ควรหวังที่จะได้ประสบการณ์ที่ลึกลับหรือมหัศจรรย์ หรือหวังความพอใจทางอารมณ์อย่างถูก ๆ เมื่อได้ตั้งความมุ่งมั่นอันแรงกล้าในตอนเริ่มแรกปฏิบัติแล้ว ก็ไม่ควรครุ่นคิดคาดหวังอีกต่อไปถึงความสำเร็จในอนาคต หรือปรารถนาผลสำเร็จโดยรวดเร็ว ควรปฏิบัติด้วยความตั้งใจอย่างขยันขันแข็ง สุขุมมีสติ และจดจ่ออยู่เฉพาะบทฝึกหัดง่าย ๆ ที่จะอธิบายต่อไป เริ่มแรกควรคิดว่าการกระทำอันนั้นเป็นเป้าหมายในตัวมันเอง คือเป็นอุบายวิธีในการเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสติและสมาธิ ลักษณะสำคัญอื่น ๆ อีกของการฝึกปฏิบัติแบบนี้ จะค่อย ๆ คลี่คลายให้ผู้ฝึกเห็นเองตามธรรมชาติระหว่างการปฏิบัติ เค้ารูปราง ๆ ของลักษณะสำคัญอันนั้น จะปรากฏอยู่ไกล ๆ ในจิตของผู้ฝึก และจะค่อยชัดขึ้น ๆ จนกระทั่งคล้ายถูกบังคับให้มาปรากฏต่อหน้าผู้ที่มุ่งเข้าหาอย่างสม่ำเสมอ

          (7) วิธีการที่วางแนวไว้ในที่นี้เป็นแบบที่เรียกว่า วิปัสสนาล้วน (สุกขวิปัสสนา) ซึ่งเป็นการปฏิบัติวิปัสสนาแบบที่มุ่งให้เห็นแจ้งแทงตลอดโดยเฉพาะ103ล้วน ๆ และโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องบรรลุถึงฌานมาก่อน วิธีนี้ในระยะแรกมุ่งอยู่ที่การพิจารณากระบวนการของกาย (รูป) และจิต (นาม) (นามรูปปริเฉท) ภายในชีวิตร่างกายของตนด้วยประสบการณ์ตรงของตนเอง ความรู้ในธรรมชาติของกระบวนการเหล่านี้จะคมเฉียบมากขึ้น สมาธิจะมีพลังมากขึ้น (จนถึงระดับใกล้หรือเฉียดฌาน ที่เรียกว่า อุปจารสมาธิ) อุปจารสมาธินี้จะส่งผลให้วิปัสสนาลึกมาก จนหยั่งเห็นลักษณะทั่วไปของสภาวะทั้งหลาย 3 ประการ คือ ความไม่เที่ยง ความทุกข์ และความไม่มีตัวตน (ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และจะค่อย ๆ นำเข้าสู่การบรรลุภาวะแห่งอริยบุคคล (มรรค-ผล) จนกระทั่งถึงการหลุดพ้นในขั้นสุดท้าย การเดินเข้าสู่เป้าหมายสุดท้ายจะต้องผ่านขั้นต่าง ๆ แห่งความบริสุทธิ์ 7 ขั้น (สัตตวิสุทธิ) ตามที่ได้อธิบายไว้ในวิสุทธิมรรคของท่านพุทธโฆษะ

 

คัดลอก : หน้า 98-125

 

1.6 การมีสติกำหนดลมหายใจ (อานาปานสติ) : คำแนะนำในการปฏิบัติ

          126(1) อาจมีบางท่านซึ่งด้วยเหตุผลหลายอย่างต่าง ๆ กัน ชอบใช้ลมหายใจเป็นอารมณ์หลักของสติ โดยประสงค์เพื่อบรรลุฌานให้ได้เสียก่อนบ้าง หรือเพื่อการเจริญวิปัสสนาโดยตรงบ้าง เพื่อประโยชน์แก่บุคคลเหล่านี้ จึงเพิ่มเติมคำแนะนำสั้น ๆ เกี่ยวกับการมีสติกำหนดลมหายใจไว้ในที่นี้ด้วย โดยจะบรรยายไปตามแนวของตอนที่ว่าด้วยอานาปานสติในสติปัฏฐานสูตร แต่จะเลือกวิธีปฏิบัติซึ่งเริ่มต้นด้วยการนับลมหายใจก็ได้ ซึ่งก็มีอธิบายอยู่ในวิสุทธิมรรคแล้ว

          (2) ได้กล่าวไว้ในตอนต้นแล้วว่า สำหรับอานาปานสติใช้ท่านั่งไขว้ขาขัดเต็มที่ในท่าดอกบัว เป็นท่าที่เหมาะมาก แต่ก็ไม่จำเป็นนัก และได้เตือนแล้วว่า จะต้องไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวรบกวนการหายใจด้วยประการใด ๆ การปฏิบัติแบบชาวพุทธไม่พึงมีการกลั้นหรือหยุดการหายใจ ไม่มีการจงใจเพื่อหายใจลึกหรือบังคับเพื่อให้หายใจเป็นจังหวะสม่ำเสมอ หน้าที่อันเดียวในที่นี้คือเฝ้าตามดูการหายใจที่เป็นไปตามธรรมชาติอย่างมีสติและต่อเนื่อง โดยไม่มีการหยุดชะงักหรือไม่มีการหยุดที่ขาดการกำหนด จุดที่ต้องกำหนดใจไว้คือ ช่องจมูกตรงที่ลมหายใจกระทบ และต้องไม่ปล่อยจุดที่กำหนดนี้ เพราะตรงนี้เป็นที่ตรวจสอบการเข้าและออกของลมหายใจได้ง่าย และไม่ควรตามลมหายใจเข้าไปในร่างกายและตามกลับออกมา เพราะจะทำให้ความสนใจหันเหไปตามขั้นต่าง ๆ ตลอดทางของลมหายใจ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ลมหายใจกระทบชัดที่สุด คือ อาจเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างช่องจมูกทั้งข้าง และอาจมีความแตกต่างกันออก127ไปในแต่ละบุคคล อันเนื่องมาจากความยาวและความกว้างของช่องจมูก นอกจากสังเกตการเปลี่ยนแปลงและข้อแตกต่างดังกล่าวแล้วก็ไม่ควรยุ่งเกี่ยวอะไรกับสิ่งเหล่านั้นอีก นอกจากตั้งใจกำหนดอยู่เฉพาะลมหายใจเท่านั้น ที่ตรงจุดซึ่งลมหายใจปรากฏชัดเจนติดต่อกันไป

          (3) ถึงแม้ว่าสติจะคงอยู่ ณ ตำแหน่งที่กำหนด แต่กระนั้น เนื่องจากแรงกระทบของลม ก็อาจรู้สึกได้ไม่มากก็น้อย ถึงการที่ลมผ่านเข้าไปในร่างกาย แต่ก็อย่าใส่ใจ เหมือนกับว่าดวงตาแม้จ้องจับอยู่ที่สิ่งหนึ่งสิ่งใดโดยเฉพาะ แต่สิ่งข้างเคียงจะเข้ามาปรากฏในจอภาพด้วย (ก็ไม่ควรใส่ใจ) ในทำนองเดียวกัน สติก็อาจมีการขยายขอบเขตเกินจุดศูนย์กลางที่กำหนดไว้ไปบ้าง มีอุปมาอุปไมยที่เหมาะมากในวรรณคดีโบราณของพุทธศาสนาว่า เมื่อชายผู้หนึ่งเลื่อยท่อนไม้ เขาจะตั้งความสนใจไว้ที่จะกระทบระหว่างฟันเลื่อยกับท่อนไม้ แต่เขาก็ย่อมจะรู้สึกถึงการไปการมาของเลื่อยที่เคลื่อนพ้นจากจุดกระทบนั้นด้วย ทั้งนี้โดยไม่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษแต่อย่างใด

         (4) ผู้เริ่มต้นมักจะมีข้อผิดพลาดที่เครียดมากเกินไป หรือสร้างความรู้ตัวเองมากเกินไป เมื่อเริ่มกำหนดลมหายใจใหม่ ๆ ถ้าทำเช่นนั้นก็เหมือนกับมีแรงเกร็งกระตุกอยู่ภายใน หรือประหนึ่งว่ากำลังจะตะปบเหยื่อ ซึ่งจะทำให้ขาดความรู้สึกในความละเอียดอ่อนของกระบวนการหายใจ เมื่อเริ่มตั้งต้นการพิจารณา หรือตั้งความปรารถนาที่เป็นบุพกิจเสร็จแล้ว ผู้ปฏิบัติก็ควรหันความใส่ใจไปอย่างสงบที่การไหลเข้าออกตามธรรมชาติของลมหายใจ เฝ้าตามดูเรื่อยไปในจังหวะที่สม่ำเสมอของลมหายใจ อย่ามีการจงใจ (เช่นว่าเราจะต้องรู้จุดกระทบของลมหายใจให้ได้) เพราะจะกลายเป็นอุปสรรคไป

          (5) ในพระสูตรที่กล่าวถึง เริ่มต้นด้วยคำว่า "เมื่อหายใจเข้ายาว (สั้น) เธอก็กำหนดรู้ว่า เราหายใจเข้ายาว (สั้น)" นี่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องจงใจหายใจให้ยาว (ลึก) หรือหายใจให้สั้น เราเพียงแต่สังเกตดูว่าในขณะนั้นลมหายใจค่อนข้างยาวหรือสั้น ผู้ปฏิบัติจะทราบความแตกต่างที่เป็นไปในกระบวนการหายใจนี้เองตามธรรมชาติ และจะทราบถึงรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากด้วย เมื่อเกิดความเคยชินกับการสังเกตโดยตรงที่ลมหายใจ ทำนองเดียวกันกับ128ความรู้สึกสัมผัสอื่น ๆ เช่น ความรู้ต่อภาพที่เห็น (รูปารมณ์) ซึ่งการสังเกตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จะเผยให้เห็นความจริงหลาย ๆ อย่าง ซึ่งจะสังเกตเห็นไม่ได้ ถ้าเป็นการมองดูอย่างผิวเผิน

          (6) โดยการปฏิบัติเป็นประจำอย่างขยันขันแข็ง ผู้ปฏิบัติควรเริ่มสามารถกำหนดลมหายใจให้ติดต่อ ต่อเนื่องโดยไม่มีการหยุดชะงักตลอดช่วงเวลายาวนานขึ้นเรื่อย ๆ หรือไม่มีการหยุดชะงัก (ในระยะเริ่มหัด) โดยไม่ทันการกำหนดรู้ เมื่อสามารถทำจิตให้คงเป็นหนึ่งอยู่ได้ค่อนข้างง่ายเป็นเวลาสัก 20 นาที ก็จะสามารถสังเกตรายละเอียดต่าง ๆ ในกระบวนการหายใจได้มากยิ่งขึ้น ความจริงจะปรากฏเด่นชัดมากยิ่งขึ้นว่า แม้กระทั่งชั่วแวบหนึ่งของลมหายใจครั้งหนึ่ง เวลาก็ขยายยืดยาวออกไปมากขึ้นและรู้ได้ชัดเจนทั้งในระยะเริ่มต้น ท่ามกลางและปลายสุดของกระบวนการหายใจ การสังเกตรู้อย่างนี้ เป็นสัญญาณแสดงถึงความก้าวหน้าขั้นต่อไปของการปฏิบัติ

          (7) ตอนนี้ผู้ปฏิบัติอาจสังเกตเห็นว่า สติชัดเจนและคมเฉียบไม่เท่ากันตลอดทั้งสามตอนของช่วงการหายใจ (เริ่มต้น ท่ามกลาง และปลายชุด) เช่น ในคนที่มีธรรมชาติช้า เมื่อกำหนดช่วงปลายของการหายใจ ก็อาจพลาดการกำหนดช่วงแรกของการหายใจถัดไป เนื่องจากไม่ไวพอที่จะตามได้ทันที หรือเนื่องจากความกังวลที่จะไม่ให้พลาดช่วงเริ่มต้นของการหายใจที่จะถึง ก็อาจลืมกำหนดช่วงปลายของลมหายใจช่วงก่อน นี่เป็นตัวอย่างคำเตือนสำหรับการปฏิบัติอย่างกว้าง ๆ ดังที่ปรากฏในคัมภีร์พุททธศาสนาว่า "ไม่มัวล้าหลังอยู่ และไม่เลยเป้าหมาย"

          (8) การสังเกตเห็นความแตกต่างอันละเอียดอ่อนในความตื่นตัวพร้อม และความชัดเจนของการกำหนดเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นก้าวแห่งความสำเร็จในการเจริญสติและสมาธิ ด้วยการสังเกตดังกล่าวนี้ ผู้ปฏิบัติจะได้ความรู้เกี่ยวกับตนเองที่เป็นประโยชน์ในการช่วยให้เขาปรับสภาพพื้นจิตของตนเสียใหม่เท่าที่จำเป็น เพื่อให้เกิดความเพียรที่สมดุลอันเป็นการหลีกเลี่ยงทั้งการหย่อนยานและเคร่งตึงเกินไป

          (9) ควบคู่ไปกับการสังเกตเห็นความผันแปรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในการดำเนินของสติ ผู้ปฏิบัติก็จะเกิดความปรารถนาและพยายามที่จะแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านี้ โดยพยายามรักษาสติให้เสมอกันตลอดทั้งสามระยะของช่วงการหายใจ เมื่อ129ทำได้สำเร็จก็หมายความว่าผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติได้ตามบทปฏิบัติการขั้นที่ 3 ในพระสูตรที่ว่า "รู้ตลอดกองลมทั้งปวง หายใจเข้า-ออก"

          (10) ความพยายามทั้งสองประการ คือการตามเฝ้าดูความต่อเนื่องตามลำดับของการหายใจโดยไม่ขาดตอน และการให้ความสนใจอย่างสม่ำเสมอเท่ากันต่อทุกระยะของการหายใจ อาจทำให้เกิดความเครียด หรือการไหวตัวในกระบวนการหายใจและในจิตที่เฝ้าสังเกตเห็นเช่นนั้น ซึ่งเราจะสังเกตเห็นได้เมื่อความรู้ตัวสูงมากขึ้น พร้อมกับการสังเกตเห็็้นเช่นนั้น ก็จะเกิดความปรารถนาและความพยายามที่จะทำให้เกิดความสงบระงับในกระบวนการหายใจ และกระบวนการทางจิตที่เกี่ยวข้องให้มากยิ่งขึ้น นี่เป็นขั้นที่ 4 และขั้นสุดท้ายของการปฏิบัติตามที่กล่าวในพระสูตรว่า "ระงับกายสังขารหายใจเข้า-ออก"

           (11) อาจจะต้องใช้การปฏิบัติที่อดทนเพียรจริงต่อเนื่อง จนกว่าขั้นตอนเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่สามารถปฏิบัติได้อย่างคล่องแคล่วมั่นใจและค่อนข้างง่าย เมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้ ความก้าวหน้าต่อไปก็เป็นอันหวังได้

           (12) ณ จุด ระงับกายสังขาร นี้เอง การปฏิบัติกรรมฐานแบบพุทธศาสนาก็แยกออกจากกันชั่วคราวเป็น 2 สาย (สมถะและวิปัสสนา)

           (13) ถ้าผู้ปฏิบัติหวังในการบรรลุฌาน โดยทำความสงบจิตให้ลึกมากยิ่งขึ้น (สมถะ) เขาก็ต้องใช้วิธีสงบระงับต่อไป จนกระทั่งลมหายใจละเอียดแผ่วเบามากขึ้น และลมหายใจไหลอย่างราบเรียบยิ่งขึ้น ถึงแม้เขาต้องมั่นใจว่าสติของเขาครอบคลุมได้ตลอดทั้ง 3 ระยะของช่วงลมหายใจ แต่เขาต้องไม่ให้ความสนใจเป็นพิเศษอย่างใดทั้งสิ้น การสังเกตพิจารณาแยกแยะรายละเอียดมีแต่จะกลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง เมื่อมุ่งบรรลุฌาน จะต้องปล่อยให้ลอยไปตามการไหลกระเพื่อมของลมหายใจ พยายามพากเพียรต่อไปในการปฏิบัติเช่นนั้น ความเป็นหนึ่งของจิตจะสูงขึ้น ๆ และในช่วงระยะเวลาที่เหมาะสมจะปรากฏภาพนิมิตง่าย ๆ ขึ้นในจิตอย่างหนึ่งคล้ายภาพดวงดาว ฯลฯ เป็นเครื่องหมายเริ่มต้นของสมาะิสมบูรณ์ แต่ภาพ130นิมิตหรือภาพที่เห็นสลับซับซ้อน มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่ใช่เครื่องหมายของความก้าวหน้าในการปฏิบัติ ควรจะกำหนดเพื่อรู้อย่างวางเฉย แล้วเลิกสนใจเสีย

           (14) ในการปฏิบัติเต็มวัน หรือครึ่งวัน เพื่อมุ่งให้เกิดฌาน จะต้องมีสติปรากฏอยู่ตลอด แต่เป็นสติที่กำหนดโดยทั่ว ๆ ไป มิได้มุ่งกำหนดรายละเอียดที่สิ่งใด เช่น ตัวอย่างในการเดิน ควรจะเดินอย่างมีสติแต่ไม่แยกออกเป็นขั้นต่าง ๆ ดังที่ปฏิบัติในวิปัสสนา การสังเกตพิจารณาตรวจหารายละเอียดต่าง ๆ จะทำให้จิตเข้าไปพัวพันเกี่ยวข้องมากเกินไป และเกิดความสนใจในลักษณะต่าง ๆ อันสลับซับซ้อน ซึ่งในที่นี้เราต้องการเฉพาะความเป็นหนึ่งและสงบระงับของจิตเท่านั้น

          (15) แต่ถ้ามาถึงขั้นสงบระงับแล้ว ผู้ปฏิบัติปรารถนาจะเดินตรงไปในทางแห่งวิปัสสนา เขาก็ควรมุ่งความสนใจไปที่ช่วงต่าง ๆ ของลมหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงแรกและช่วงสุดท้ายรวมทั้งอารมณ์รองและอารมณ์ทั่ว ๆ ไปของสติด้วย ก็ต้องกำหนดโดยละเอียดถี่ถ้วนดังเช่นอธิบายไว้แล้วในตอนต้น จะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนไปเพียงนิดหน่อยเท่านั้นในการมุ่งความสนใจ จะทำให้เกิดความแตกต่างโดยสิ้นเชิงระหว่างการเจริญสมาธิและการเจริญวิปัสสนา

          (16) ในการปฏิบัติวิปัสสนา เมื่อผู้ปฏิบัติมีความชำนาญถึงขั้นสงบระงับแล้ว เมื่อเวลาอันสมควร เขาจะเกิดความรู้ในความจริงที่ว่า มีกระบวนการ 2 อย่างเกี่ยวข้องอยู่ในที่นี้ คือ กระบวนการหายใจ (รูป) ของการหายใจ หรือการเคลื่อนไหวของหน้าท้อง กับกระบวนการของจิต (นาม) ซึ่งเป็นตัวผู้รู้รูป (รู้การกระทบของลมหายใจ หรือการเคลื่อนไหวหน้าท้อง) ถึงแม้ว่าโดยทฤษฎี ความที่กล่าวมานี้จะชัดเจนอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จิตจะบรรลุถึงขั้นชำนาญในการเข้าสมาธิ จิตจะต้องเกี่ยวเนื่องอย่างเต็มที่กับอารมณ์ที่กำหนดเพื่อจะได้รู้ชัดในกิจกรรมของจิตเอง ถ้าความรู้ในกระบวนการทั้ง 2 นี้แรงมากโดยการฝึกทำบ่อย ๆ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างสม่ำเสมอ ก็คือความก้าวคู่กันไปของปรากฏการณ์ทางกายและทางจิต (รูปและนาม) ; หายใจ, รู้การหายใจ, หายใจ, รู้การหายใจ

          (17) เมื่อพากเพียรเรื่อย ๆ ไป ก็มาถึงคราวที่ช่วงปลายของลมหายใจ131ครั้งหนึ่ง ๆ หรือช่วงปลายของการเคลื่อนไหวหน้าท้องครั้งหนึ่ง ๆ ปรากฏชัดเจนเต็มที่ ในขณะที่ช่วงอื่น ๆ กลับปรากฏเพียงจาง ๆ เส้นแบ่งแยกระหว่างช่วงสุดท้ายของลมหายใจครั้งหนึ่ง ๆ หรือการเคลื่อนไหวของหน้าท้องครั้งหนึ่ง ๆ กับช่วงเริ่มต้นของการหายใจหรือการเคลื่อนไหวหน้าท้องครั้งต่อไปจะปรากฏอย่างชัดเจน ความจริงที่ปรากฏในรูปความดับไปจะประทับฝังลึกในใจของผู้ปฏิบัติ ณ จุดนี้ ก็อีกเช่นกัน ความก้าวหน้าต่อไปเป็นอันหวังได้

          (18) สองขั้นนี้ อันได้แก่ความก้าวคู่กันไปของปรากฏการณ์รูปและนามและความปรากฏเด่นชัดของช่วงท้ายของลมหายใจ (หรือการเคลื่อนไหวของหน้าท้อง) ก็คือความก้าวหน้าไปตามธรรมชาติของการปฏิบัติกรรมฐาน ความก้าวหน้านี้ไม่สามารถเป็นไปโดย ความจงใจ ในขณะที่กระบวนการสังเกตกำลังดำเนินไปนี้จะเกิดขึ้นเองด้วยการปฏิบัติอย่างขยันขันแข็ง ในวิธีการสอนด้วยคำพูด อาจารย์วิปัสสนาจะไม่กล่าวถึงขั้นตอนที่ศิษย์ยังไม่บรรลุถึง แต่ในการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นนี้ จำต้องเขียนบอกไว้ เพื่อเป็นเครื่องหมายชี้แนวทางเดิน หรือเป็นเกณฑ์วัดความก้าวหน้า ในการปฏิบัติสำหรับผู้ปฏิบัติที่ไม่มีครูผู้ชำนาญให้คำแนะนำส่วนตัว ซึ่งความจริงแล้วการมีครูผู้ชำนาญให้คำแนะนำย่อมให้ผลมากกว่า แต่สำหรับผู้ปฏิบัติที่เอาจริงเอาจัง ก็ย่อมสามารถก้าวหน้าไปได้อย่างดีโดยลำพังความพากเพียรของตนเอง หากได้ใช้ความเฝ้าสังเกตและพิจารณาตรวจสอบการปฏิบัติของตนอยู่เสมอ

 

คัดลอก : หน้า 126-131

 

2. สติปัฏฐาน

2.0 บทนำ

          135(1) ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอยู่ในหมู่ชนชาวกุรุ ใกล้นิคมของชนชาวกุรุ ชื่อว่า กัมมาสธัมมะ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายว่า "ดูก่อน ภิกษุทั้หลาย" ภิกษุเหล่านี้กราบทูลรับแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ" พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสดังต่อไปนี้

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้งหลาย เพื่อระงับความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์กายและทุกข์ใจ เพื่อบรรลุธรรมที่ถูกทาง เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางเดียวนี้คือ สติปัฏฐานสี่

          (3) สติปัฏฐานสี่ คืออะไรบ้าง

          ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้มีความเพียร มีสติมีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูกายในกายอยู่ กำจัดความยินดีอยากได้และความทุกข์ใจในโลกเสียได้; เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ กำจัดความยินดีอยากได้และความทุกข์ใจในโลกเสียได้; เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูจิตในจิตอยู่ กำจัดความยินดีอยากได้และความทุกข์ใจในโลกเสียได้; เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูธรรมในธรรมอยู่ กำจัดความยินดีอยากได้และความทุกข์ใจในโลกเสียได้

 

คัดลอก : หน้า 135

2.1 การเฝ้าตามดูกาย

          136ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่อย่างไร

2.1.1 สติในการหายใจ; อานาปานปัพพะ หมวดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ไปอยู่ป่าก็ดี ไปอยู่โคนไม้ก็ดี ไปอยู่ในอาคารว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า

          (2) ภิกษุนั้น มีสติอยู่แลหายใจเข้า มีสติอยู่แลหายใจออก; เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น หรือเมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น; ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักกำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้า ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักกำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจออก; ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก

          (3) เปรียบเหมือนช่างกลึง หรือลูกมือช่างกลึงผู้ชำนาญ เมื่อชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชักยาว หรือเมื่อชักเชือกสั้นก็รู้ชัดว่าเราชักสั้น แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเช่นกันแล เมื่อหายใจเข้ายาว ก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้ายาว หรือเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจเข้าสั้น หรือว่าเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าเราหายใจออกสั้น ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักกำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้า ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักกำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจออก ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจเข้า ฝึกหัดอยู่ว่าเราจักระงับกายสังขารหายใจออก

          137(4) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (5) ภิกษุเฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (6) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (7) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.2 ท่าต่าง ๆ ของร่างกาย; อิริยาบถปัพพะ หมวดอิริยาบถ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่าเราเดินอยู่ เมื่อยืนอยู่ก็รู้ชัดว่าเรายืนอยู่ หรือนั่งอยู่ก็รู้ชัดว่าเรานั่งอยู่ หรือนอนอยู่ก็รู้ชัดว่าเรานอนอยู่ ก็หรือว่ากายของภิกษุนั้นปรากฏอยู่โดยอาการใด ๆ ก็รู้ชัดในอาการนั้น ๆ

          (3) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (4)  ภิกษุเฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (5) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.3 สติพร้อมด้วยความรู้ชัด; สัมปชัญญะปัพพะ หมวดสัมปชัญญะ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุเป็นผู้กระทำสัมปชัญญะ ในการก้าวไปและถอยกลับ กระทำ138สัมปชัญญะในการแลดูไปข้างหน้าและเหลียวดูในทิศอื่น ๆ กระทำสัมปชัญญะในการคู้เข้าและในการเหยียดออก ในการทรงผ่าสังฆาฏิ บาตรและจีวร กระทำสัมปชัญญะในการกิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม กระทำสัมปชัญญะในการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ กระทำสัมปชัญญะในการเดิน ยืน นั่ง นอนหลับ ตื่น พูด นิ่ง

          (3) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (4) ภิกษุเฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (5) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่ากายมีอยู่ ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.4 การพิจารณาความเป็นปฏิกูลของร่างกาย; ปฏิกูลปัพพะ หมวดสิ่งปฏิกูล

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุพิจารณาดูกายนี้แหละ ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องบน ตั้งแต่ปลายผมลงมาเบื้องล่าง มีหนังหุ้มโดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนถุงมีปาก 2 ข้าง บรรจุเต็มด้วยธัญชาติต่าง ๆ เช่น ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วเหลือง เมล็ดงา ข้าวสาร บุรุษผู้มีนัยน์ตาดี แก้ถุงนั้นแล้วออกตรวจดู พึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วเหลือง นี้เมล็ดงา นี้ข้าวสาร แม้เฉันใด

          (4) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเช่นกันแล พิจารณาดูกายนี้แหละ 139ตั้งแต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องบน ตั้งแต่ปลายผมลงมาเบื้องล่าง มีหนังหุ้มโดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ มีอยู่ในกายนี้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ไต หัวใจ ตับ พังผืด ม้าม ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี เสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำเหงื่อ มันข้น น้ำตา มันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ น้ำมูตร

          (5) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (6) หรือเฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (7) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (8) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.5 การพิจารณาโดยความเป็นธาตุ; ธาตุปัพพะ หมวดธาตุ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุพิจารณาดูกายนี้แหละตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ปรากฏอยู่โดยเป็นธาตุว่า ในกายนี้ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอยู่

          (3) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าวัว หรือลูกมือของคนฆ่าวัวผู้ชำนาญ ครั้นฆ่าแม่วัวแล้ว นั่งชำแหละเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ นั่งอยู่ที่หนทางใหญ่ 4 แพร่ง แม้ฉันใด

          (4) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุก็ฉันนั้นเช่นกันแล พิจารณาดูกายนี้แหละ ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ปรากฏอยู่โดยเป็นธาตุว่า ในกายนี้ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอยู่

          (5) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          140(6) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (7) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติไว้ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เธอเป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6 การพิจารณาป่าช้าทั้งเก้า; นวสีวถิกาปัพพะ หมวดป่าช้าทั้งเก้า

2.1.6.1 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นศพที่ตายแล้ว 1 วันบ้าง ตายแล้ว 2 วันบ้าง ตายแล้ว 3 วันบ้าง เป็นศพขึ้นอืด ศพเขียวน่าเกลียด ศพมีน้ำเหลืองเฟะ แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6.2 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นศพที่นกกาทั้งหลายจิกกินบ้าง นกแร้งทั้งหลายจิกกินบ้าง นกเหยี่ยวทั้งหลายจิกกินบ้าง สุนัขทั้งหลายกัดกินบ้าง สุนัขจิ้งจอกทั้งหลายกัดกินบ้าง สัตว์มีชีวิตทั้งหลายกัดกินบ้าง แม้โดย141อาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้น เป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6.3 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้าที่เป็นโครงกระดูก ยังมีเนื้อและเลือด ยังมีเอ็นรึงรัดอยู่ แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

1422.1.6.4 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ที่เป็นโครงกระดูก ไม่มีเนื้อแต่มีเลือดเปื้อนเปรอะ มีเอ็นรึงรัดอยู่ แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แลก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6.5 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ที่เป็นโครงกระดูก ไม่มีเนื้อและเลือดแล้ว ยังมีเอ็นรึงรัดอยู่ แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แลก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดัง143กล่าวนี้

2.1.6.6 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ที่เป็นท่อนกระดูกทั้งหลาย ไม่มีเอ็นรัดรึงแล้ว กระจัดกระจายอยู่ตามทิศใหญ่ทิศน้อย กระดูกมืออยู่ทางหนึ่ง กระดูกเท้าอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแข้งอยู่ทางหนึ่ง กระดูกขาอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสะเอวอยู่ทางหนึ่ง กระดูกข้อต่อสันหลังอยู่ทางหนึ่ง กระดูกซี่โครงอยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแขนอยู่ทางหนึ่ง กระดูกไหล่อยู่ทางหนึ่ง กระดูกคออยู่ทางหนึ่ง กระดูกคางอยู่ทางหนึ่ง กระดูกฟันอยู่ทางหนึ่ง กระดูกศีรษะอยู่ทางหนึ่ง แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6.7 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ที่เป็นท่อนกระดูกทั้งหลาย สีขาวเหมือนสีสังข์ แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอก144อยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6.8 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ที่เป็นท่อนกระดูกทั้งหลาย กองอยู่ด้วยกันเกินกว่าปีมาแล้ว แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอก144อยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

2.1.6.9 ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (1) ภิกษุพึงเห็นร่างศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ที่เป็นท่อนกระดูกทั้งหลาย ผุเปื่อยป่นเป็นผงแล้ว แม้โดยอาการอย่างใด ภิกษุนั้นนำเอากายนี้แหละเข้าไปเปรียบว่า ถึงแม้กายนี้แล ก็มีอาการอย่างนั้นเป็นธรรมดา มีภาวะโดยอาการอย่างนั้น ไม้พ้นอาการอย่างนั้นไปได้ ดังนี้

          145(2) ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายภายนอก144อยู่บ้าง เฝ้าตามดูกายในกายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (3) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในกายอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า กายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น เป็นผู้ไม่มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูกายในกายอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้

 

คัดลอก : หน้า 136-145

2.2 การเฝ้าตามดูเวทนา

          146(1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอย่างไร

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อเสวยเวทนาเป็นสุข ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาเป็นสุข เมื่อเสวยเวทนาเป็นทุกข์ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาเป็นทุกข์ เมื่อเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุข ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุข

          (3) เมื่อเสวยเวทนาเป็นสุขมีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาเป็นสุขมีอามิส หรือเมื่อเสวยเวทนาเป็นสุขไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาเป็นสุขไม่มีอามิส เมื่อเสวยเวทนาเป็นทุกข์มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาเป็นทุกข์มีอามิส หรือเมื่อเสวยเวทนาเป็นทุกข์ไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาเป็นทุกข์ไม่มีอามิส หรือเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขมีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขมีอามิส หรือเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขไม่มีอามิส ก็รู้ชัดว่า เราเสวยเวทนาไม่ทุกข์ไม่สุขไม่มีอามิส

          (4) ภิกษุเฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (5) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในเวทนาทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในเวทนาทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในเวทนาทั้งหลายอยู่บ้าง

          (6) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติอยู่ว่า เวทนาทั้งหลายมีอยู่อย่างนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถือ147อะไร ๆ ในโลกด้วย

          (7) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ด้วยประการดังกล่าวนี้แล

 

คัดลอก : หน้า 146-147

2.3 การเฝ้าตามดูจิต

          148(1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูจิตในจิตทั้งหลายอย่างไร

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ จิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ จิตปราศจากราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโทสะ จิตปราศจากโทสะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโทสะ จิตมีโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีโมหะ จิตปราศจากโมหะ ก็รู้ชัดว่าจิตปราศจากโมหะ จิตหดหู่ ก็รู้ชัดว่าจิตหดหู่ จิตฟุ้งซ่าน ก็รู้ชัดว่าจิตฟุ้งซ่าน จิตเป็นมหัคคตะ ก็รู้ขัดว่าจิตเป็นมหัคคตะ จิตไม่เป็นมหัคคตะ ก็รู้ขัดว่าจิตไม่เป็นมหัคคตะ จิตเป็นสอุตตระ ก็รู้ขัดว่าจิตเป็นสอุตตระ จิตเป็นอนุตตระ ก็รู้ขัดว่าจิตเป็นอนุตตตระ จิตเป็นสมาธิ ก็รู้ขัดว่าจิตเป็นสมาธิ จิตไม่เป็นสมาธิ ก็รู้ขัดว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตหลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตหลุดพ้น จิตไม่หลุดพ้น ก็รู้ชัดว่าจิตไม่หลุดพ้น

          (3) ภิกษุเฝ้าตามดูจิตในจิตภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูจิตในจิตภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูจิตในจิตทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (4) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในจิตอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในจิตอยู่บ้าง เฝ้าตามดูทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในจิตอยู่บ้าง

          (5) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติอยู่ว่า จิตมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูจิตในจิตอยู่ด้วยประการดังกล่าวนี้

 

คัดลอก : หน้า 148

2.4 การเฝ้าตามดูธรรม

          149ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมอยู่อย่างไร

2.4.1 นิวรณ์ห้า; นิวรณ์ปัพพะ หมวดนิวรณ์

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ นิวรณ์ห้าอยู่

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ นิวรณ์ห้าอยู่อย่างไร

2.4.1.1 กามฉันทะ ความพอใจในกามคุณ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อกามฉันทะ ณ ภายในมีอยู่ ก็รู้ชัดว่า กามฉันทะ ณ ภายในมีอยู่ หรือ เมื่อกามฉันทะ ณ ภายในไม่มีอยู่ ก็รู้ชัดว่า กามฉันทะ ณ ภายในไม่มี

          (2) อนึ่ง การเกิดขึ้นของกามฉันทะที่ยังไม่เกิดขึ้น มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย การละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย และกามฉันทะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นอีกด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย

2.4.1.2 พยาบาท ความคิดร้าย

          (1) เมื่อพยาบาท ณ ภายในมีอยู่ ก็รู้ชัดว่า พยาบาท ณ ภายในมีอยู่ หรือเมื่อพยาบาท ณ ภายในไม่มี ก็รู้ชัดว่า พยาบาท ณ ภายในไม่มี

          150(2) อนึ่ง การเกิดขึ้นของพยาบาทที่ยังไม่เกิดขึ้น มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย การละพยาบาทที่เกิดขึ้นแล้ว มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดด้วยเหตุนั้นด้วย และพยาบาทที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปอีกด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย

2.4.1.3 ถีนมิทธะ ความท้อแท้และความง่วงเหงาเซื่อมซึม

          (1) เมื่อถีนมิทธะ ณ ภายในมีอยู่ ก็รู้ชัดว่าถีนมิทธะ ณ ภายในมีอยู่ หรือเมื่อถีนมิทธะ ณ ภายในไม่มี ก็รู้ชัดว่า ถีนมิทธะ ณ ภายในไม่มี

          (2) อนึ่ง การเกิดขึ้นของถีนมิทธะที่ยังไม่เกิดขึ้นมีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย การละถีนมิทธะที่เกิดขึ้นแล้วมีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย และถีนมิทธะที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปอีก ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย

2.4.1.4 อุทธัจจะ และกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน และความหงุดหงิดรำคาญใจ

          (1) เมื่ออุทธัจจะและกุกกุจจะ ณ ภายในมีอยู่ ก็รู้ชัดว่าอุทธัจจะและกุกกุจจะ ณ ภายในมีอยู่ หรือเมื่ออุทธัจจะและกุกกุจจะ ณ ภายในไม่มี ก็รู้ชัดว่า อุทธัจจะและกุกกุจจะ ณ ภายในไม่มี

          (2) อนึ่ง การเกิดขึ้นของอุทธัจจะและกุกกุจจะที่ยังไม่เกิดขึ้นมีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย การละอุทธัจจะและกุกกุจจะที่เกิดขึ้นแล้ว มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย และอุทธัจจะและกุกกุจจะที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปอีก ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย

2.4.1.5 วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย

          (1) เมื่อวิจิกิจฉา ณ ภายในมีอยู่ ก็รู้ชัดว่า วิจิกิจฉา ณ ภายในมีอยู่ หรือเมื่อวิจิกิจฉา ณ ภายในไม่มี ก็รู้ชัดว่า วิจิกิจฉา ณ ภายในไม่มี

          (2) อนึ่ง การเกิดขึ้นของวิจิกิจฉาที่ยังไม่เกิดขึ้น มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย การละวิจิกิจฉาที่เกิดขึ้นแล้ว มีได้ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย และวิจิกิจฉาที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปอีก ด้วยเหตุใด ก็รู้ชัดเหตุนั้นด้วย

          151(3) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (4) เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง

          (5) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ นิวรณ์ห้าอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้แล

2.4.2 อุปาทานขันธ์ห้า; ขันธปัพพะ หมวดขันธ์

          (1) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อุปาทานขันธ์ห้าอยู่

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อุปาทานขันธ์ห้าอยู่อย่างไร

          (4) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้รู้ชัดว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป อย่างนี้เวทนา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา อย่างนี้ความดับแห่งเวทนา อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา อย่างนี้ความดับแห่งสัญญา อย่างนี้สังขาร อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร อย่างนี้ความดับแห่งสังขาร อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ ดังนี้

          (5) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง

          (6) อนึ่ง ภิกษุเฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตาม152ดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง

          (5) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ดังนี้เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คืออุปาทานขันธ์ห้าอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้แล

2.4.3 อายตนะภายในหกและอายตนะภายนอกหก; อายตนะปัพพะ หมวดอายตนะ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกอย่างละหกอยู่

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อายตนะภายในและอายตนะภายนอกอย่างละหก อยู่อย่างไร

2.4.3.1 ตากับรูป

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตาด้วย รู้ชัดรูปทั้งหลายด้วย และรู้ชัดสังโยชน์ที่อาศัยตาและรูปทั้งสองนั้นเกิดขึ้น

          (2) อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วจะละเสียด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้วจะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

2.4.3.2 หูกับเสียง

2.4.3.3 จมูกกับกลิ่น

2.4.3.4 ลิ้นกับรส

1532.4.3.5 กายกับสิ่งสัมผัส

2.4.3.6 ใจกับธรรมารมณ์

          (1) ภิกษุย่อมรู้ชัดหู รู้ชัดเสียง...รู้ชัดจมูก รู้ชัดกลิ่น...รู้ชัดลิ้น รู้ชัดรส...ย่อมรู้ชัดกาย รู้ชัดสิ่งสัมผัสกาย...ภิกษุย่อมรู้ชัดใจ รู้ชัดธรรมารมณ์ และรู้ชัดสังโยชน์ที่อาศัยใจและธรรมารมณ์ทั้ง 2 นั้นเกิดขึ้น

          (2) อนึ่ง สังโยชน์ที่ยังไม่เกิดจะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะละเสียด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สังโยชน์ที่ละได้แล้ว จะไม่เกิดขึ้นต่อไปด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

          (3) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง

          (4) อนึ่ง เฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง

          (5) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คืออายตนะภายในและอายตนะภายนอกอย่างละหกอยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้แล

2.4.4 องค์ประกอบ 7 แห่งการตรัสรู้; โพชฌงค์ปัพพะ หมวดโพชฌงค์

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ โพชฌงค์ 7 อยู่

          154(3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ โพชฌงค์ 7 อยู่อย่างไร

2.4.4.1 สติสัมโพชฌงค์; องค์แห่งการตรัสรู้คือ สติ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เมื่อสติสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่ ก็รู้ชัดว่าสติสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่ หรือ เมื่อสติสัมโพชฌงค์ ณ ภายในไม่มีอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ ณ ภายในไม่มีอยู่

          (2) อนึ่ง สติสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิด จะเกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย สติสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

2.4.4.2 ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์

2.4.4.3 วิริยสัมโพชฌงค์

2.4.4.4 ปิติสัมโพชฌงค์

2.4.4.5 ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์

2.4.4.6 สมาธิสัมโพชฌงค์

2.4.4.7 อุเบกขาสัมโพชฌงค์

          (1) อีกอย่างหนึ่ง เมื่อธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่...

          (2) อีกอย่างหนึ่ง เมื่อวิริยสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่... 

          (3) อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสติสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่...

          (4) อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่...

          (5) อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสมาธิสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่...

          (6) อีกอย่างหนึ่ง เมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่ ย่อมรู้ชัดว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ณ ภายในมีอยู่ หรือเมื่ออุเบกขาสัมโพชฌงค์ ณ ภายในไม่มีอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ณ ภายในไม่มีอยู่

          (7) อนึ่ง อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยประการใด ย่อม155รู้ชัดประการนั้นด้วย อุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่เกิดขึ้นแล้ว จะเจริญบริบูรณ์ด้วยประการใด ย่อมรู้ชัดประการนั้นด้วย

          (8) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายในอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายภายนอกอยู่บ้าง เฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายทั้งภายในและภายนอกอยู่บ้าง ด้วยประการฉะนี้

          (9) เฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง

          (10) อนึ่ง ภิกษุนั้นเข้าไปตั้งสติอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (11) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายคือ โพชฌงค์ 7 อยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้แล

2.4.5 อริยสัจสี่; สัจจปัพพะ หมวดสัจจ์

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อีกประการหนึ่ง

          (2) ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อริยสัจสี่อยู่

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลาย คือ อริยสัจสี่อยู่อย่างไร

          (4) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ รู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ความดับแห่งทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามเป็นจริงว่า นี้ปฏิปทาดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ ดังพรรณนามาฉะนี้

2.4.5.1 ทุกขอริยสัจจ์

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจจ์เป็นอย่างไร

          (2) ความเกิดก็เป็นทุกข์ ความแก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ แม้ความ156โศก ความคร่ำครวญ ความทุกข์กาย ความโทมนัสใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์ ความประจวบกับสิ่งไม่เป็นที่รัก ความพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ก็เป็นทุกข์ ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้ แม้อันนั้นก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์

2.4.5.1.1 ชาติ; ความเกิด

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็ชาติเป็นอย่างไร ความเกิด เกิดพร้อม (คือมีอายตนะบริบูรณ์) ความหยั่งลง (ชลาพุชะ หรือ อัณฑชปฏิสนธิ) เกิด (สังเสทชปฏิสนธิ) เกิดจำเพาะ (อุปปาติกปฏิสนธิ) ความปรากฏขึ้นแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า ความเกิด

2.4.5.1.2 ชรา; ความแก่

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็ชราเป็นอย่างไร ความแก่ ความคร่ำครา ความที่ฟันหลุด ความที่ผมหงอก ความที่หนังหดเหี่ยวเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า ชรา

2.4.5.1.3 มรณะ; ความตาย

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย มรณะเป็นอย่างไร ความจุติ ความเคลื่อนไป ความแตกทำลาย ความหายไป มฤตยู ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ ความทิ้งซากศพ ความขาดไปแห่งชีวิตอินทรีย์จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ อันใด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า ความตาย

2.4.5.1.4 โศกะ; ความแห้งใจ

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย โศกะเป็นอย่างไร ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความโศก ความเศร้าใจ ความแห้งใจ ความแห้งผาก ณ ภายใน ความโศก ณ ภายในของสัตว์ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่ง และผู้ที่ความทุกข์อันใดอันหนึ่ง157มาถูกต้องแล้วอันใด อันนี้กล่าวว่า โศกะ

2.4.5.1.5 ปริเทวะ; ความร่ำไรรำพัน

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ปริเทวะเป็นอย่างไร

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความคร่ำครวญ ความร่ำไรรำพัน กิริยาที่คร่ำครวญ ความที่ร่ำไรรำพัน ของสัตว์ผู้ประกอบด้วยความฉิบหาย อันใดอันหนึ่ง และผู้ที่ความทุกข์อันใดอันหนึ่งมาถูกต้องแล้วอันใดเล่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า ปริเทวะ

2.4.5.1.6 ทุกข์; ความไม่สบายกาย

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ทุกข์เป็นอย่างไรเล่า

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เกิดในกาย ความไม่สำราญเกิดในกาย เวทนาไม่ดีเป็นทุกข์เกิดแต่สัมผัสทางกายอันใดเล่า อันนี้ที่กล่าวว่า ทุกข์

2.4.5.1.7 โทมนัส; ความไม่สบายใจ, ความเสียใจ

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย โทมนัสเป็นอย่างไรเล่า

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความทุกข์เกิดในใจ ความไม่สำราญเกิดในใจ เวทนาไม่ดีเป็นทุกข์เกิดแต่สัมผัสทางใจ อันใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า โทมนัส

2.4.5.1.8 อุปายาส; ความคับแค้นใจ

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อุปายาสเป็นอย่างไร

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความแค้น ความคับแค้น ความที่สัตว์แค้น ความที่สัตว์คับแค้นของสัตว์ผู้ประกอบด้วยความฉิบหายอันใดอันหนึ่ง และผู้ที่ความทุกข์อันใดอันหนึ่งมาถูกต้องแล้วอันใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า อุปายาส

1582.4.5.1.9 ความประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความประสบสัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์อย่างไร

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อารมณ์เหล่าใดในโลกนี้ ซึ่งไม่เป็นที่ปรารถนา ไม่เป็นที่รักใคร่ ไม่เป็นที่ปลื้มใจ คือรูป เสียง กลิ่น รส และอารมณ์ที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย ย่อมมีแก่ผู้นั้น อนึ่ง หรือชนเหล่าใด ที่ใคร่ต่อความฉิบหาย ใคร่สิ่งที่ไม่เกื้อกลู ใคร่ความไม่สำราญ และใคร่ความไม่เกษมจากเครื่องประกอบแก่ผู้นั้น การไปร่วม การมาร่วม ความประชุมร่วม ความระคนกับด้วยอารมณ์และสัตว์เหล่านั้น อันใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า ความประสบกับสัตว์และสังขารซึ่งไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์

2.4.5.1.10 ความพลัดพรากกับสิ่งที่รัก

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารซึ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์อย่างไร

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อารมณ์เหล่าใดในโลกนี้ ซึ่งเป็นที่ปรารถนา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่ปลื้มใจ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และอารมณ์ที่จะพึงถูกต้องด้วยกาย ย่อมมีแก่ผู้นั้น อนึ่ง หรือชนเหล่าใด ที่ใคร่ต่อความเจริญ ใคร่ประโยชน์เกื้อกลู ใคร่ความสำราญ และใคร่ความเกษมจากเครื่องประกอบแก่ผู้นั้น คือ มารดา หรือบิดา พี่ชายน้องชาย หรือพี่หญิงน้องหญิง มิตร หรืออำมาตย์ หรือญาติสาโลหิต ความไม่ไปร่วม ความไม่มาร่วม ความไม่ประชุมร่วม ความไม่ระคนกับด้วยอารมณ์และสัตว์เหล่านั้น อันใด ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขาร ซึ่งเป็นที่รัก เป็นทุกข์

2.4.5.1.11 ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้ แม้ข้อที่ไม่สมประสงค์นั้น เป็นทุกข์อย่างไรเล่า

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ ที่มี159ความเกิดเป็นธรรมดาอย่างนี้ว่า เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความเกิดเป็นธรรมดาเถิด ขอความเกิดอย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้ ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้ แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้ แม้ข้อที่ไม่สมประสงค์นั้นก็เป็นทุกข์

         ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย  ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ ซึ่งมีความแก่... ความเจ็บไข้... ความตายเป็นอย่างนี้ว่า เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มีความตายเป็นธรรมดาเถิด อนึ่ง ขอความตายอย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้ ข้อนั้นสัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้ แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้ แม้ข้อที่ไม่สมประสงค์นั้นก็เป็นทุกข์

          ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความปรารถนาย่อมเกิดขึ้นแก่เหล่าสัตว์ ที่มี โสกะ ปริเทวะ ทุกขุ โทมนัส อุปายาส อย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้

          เออหนา ขอเราพึงเป็นผู้ไม่มี โสกะ ปริเทวะ ทุกขุ โทมนัส อุปายาสเป็นธรรมดาเถิด อนึ่ง ขอโสกะ ปริเทวะ ทุกขุ โทมนัส อุปายาส อย่ามีมาถึงแก่เราเลยหนา ดังนี้ ้

          ข้อนั้น สัตว์ไม่พึงได้ตามความปรารถนาโดยแท้

          แม้ข้อนี้ก็ชื่อว่า สัตว์ปรารถนาสิ่งใดย่อมไม่ได้ แม้ข้อที่ไม่สมประสงค์นั้นก็เป็นทุกข์

2.4.5.1.12 อุปาทานขันธ์ห้า

         ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย โดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์อย่างไร นี้คือ อุปาทานขันธ์คือรูป อุปาทานขันธ์คือเวทนา อุปาทานขันธ์คือสัญญา อุปาทานขันธ์คือสังขาร อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ

         ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย โดยย่อเหล่านี้กล่าวว่า อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นทุกข์

         ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า อริยสัจจ์คือทุกข์

2.4.5.2 ทุกขสมุทัย; เหตุให้เกิดทุกข์

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์ คือทุกขสมุทัย เป็นอย่างไร

          160(2) ตัณหา (ความทะยานอยาก) นี้อันใด อันเป็นเหตุเกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดยินดี เพลิดเพลินอยู่ในอารมณ์นั้น ๆ คือ กามตัณหา (ความกำหนัดยินดีอันประกอบด้วยกาม) ภวตัณหา (ความกำหนัดยินดีอันเกิดร่วมกับความคิดเห็นว่ามีตัวตนที่เที่ยง) วิภวตัณหา (ความกำหนัดยินดีอันเกิดร่วมกับความคิดเห็นว่าตัวตนจักขาดสูญไป)

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็แลตัณหานั้นนั่นแล เมื่อจะเกิดขึ้นย่อมเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อจะตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน

          (4) ที่ใดเป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้นเมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นในที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ในที่นั้น

          (5) ก็อะไรเล่า เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          (6) ตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้นก็ย่อมเกิดขึ้นที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น

          (7) หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น

          (8) รูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์ เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น

          (9) ความรู้ทางตา (จักขุวิญญาณ)..., ความรู้ทางหู (โสตวิญญาณ)..., ความรู้ทางจมูก (ฆานวิญญาณ)..., ความรู้ทางลิ้น (ชิวหาวิญญาณ)..., ความรู้ทางกาย (กายวิญญาณ)..., ความรู้ทางใจ (มโนวิญญาณ) เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น

          (10) ความกระทบทางตา (จักขุสัมผัส)..., ความกระทบทางหู..., ความกระทบทางจมูก..., ความกระทบทางลิ้น..., ความกระทบทางกาย..., ความกระทบทางใจ (มโนสัมผัส) เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ ก็ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น

          (11) เวทนาที่เกิดแก่กระทบทางตา (จักขุสัมผัสสชาเวทนา)..., ทางหู..., 161ทางจมูก..., ทางลิ้น..., ทางกาย..., ทางใจ

          (12) ความจำรูป (รูปสัญญา)..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (13) ความจงใจในรูป (รูปสัญเจตนา)..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ความจงใจในธัมมารมณ์ (ธัมมสัญเจตนา)...

          (14) ความอยากในรูป (รูปตัณหา)..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (15) ความตรึกถึงรูป (รูปวิตก)..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (16) ความตรองถึงรูป (รูปวิจาร)..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          ตัณหานั้น เมื่อจะเกิดขึ้น ก็ย่อมเกิดขึ้นที่นั้น เมื่อจะตั้งอยู่ก็ย่อมตั้งอยู่ที่นั้น

         ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อริยสัจจ์ คือทุกขสมุทัย

2.4.5.3 ทุกขนิโรธ; ธรรมเป็นที่ดับทุกข์

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อริยสัจจ์คือทุกขนิโรธเป็นอย่างไร

          (2) คือ ความสำรอก และความดับโดยไม่มีเหลือ ความสละ ความส่งคืน ความปล่อยวาง ความไม่อาลัยในตัณหานั้นนั่นแล อันใด

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็แลตัณหานั้นนั่นแล เมื่อบุคคลจะละเสีย ย่อมละเสียได้ในที่ไหน เมื่อจะดับ ย่อมดับในที่ไหน

          (4) ที่ใดเป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ในที่นั้น เมื่อจะดับก็ย่อมดับในที่นั้น

          (5) ก็อะไรเล่า เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          (6) ตา เป็นที่รักใคร่ เป็นที่พอใจในโลก

          ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสีย ก็ย่อมละเสียได้ในที่นั้น เมื่อจะดับ ก็ย่อมดับในที่นั้น

          162(7) หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ

          (8) รูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (9) ความรู้ทางตา..., ทางหู..., ทางจมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ...

          (10) ความกระทบทางตา..., หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ...

          (11) เวทนาที่เกิดแก่กระทบทางตา..., หู..., จมูก..., ลิ้น..., กาย..., ใจ...

          (12) ความจำรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (13) ความจงใจในรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (14) ความอยากในรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (15) ความตรึกถึงรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          (16) ความตรองถึงรูป..., เสียง..., กลิ่น..., รส..., โผฏฐัพพะ..., ธัมมารมณ์...

          ตัณหานั้น เมื่อบุคคลจะละเสียก็ย่อมละเสียได้ที่นั้น เมื่อจะดับก็ย่อมดับที่นั้น

         ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้ที่กล่าวว่า อริอริยสัจจ์คือทุกขนิโรธ

2.4.5.4 ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา; ข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นอย่างไร

          (2) ทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์แปดทางเดียวนี้แล

          (3) ทางนี้เป็นอย่างไร

          (4) คือปัญญาอันเห็นชอบ ความดำริชอบ เจรจาชอบ กระทำชอบ เลี้ยงชีพชอบ พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งจิตมั่นชอบ

1632.4.5.4.1 สัมมาทิฏฐิ; ปัญญาอันเห็นชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฏฐิเป็นอย่างไร

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในเหตุให้เกิดทุกข์ ความรู้ในธรรมเป็นที่ดับทุกข์ ความรู้ในข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาทิฏฐิ

2.4.5.4.2 สัมมาสังกัปปะ; ความดำริชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสังกัปปะเป็นอย่างไร

          (2) คือความดำริในการออกจากกาม (เนกขัมม) ความดำริในความไม่พยาบาท (อพยาปาท) ความดำริในการไม่เบียดเบียน (อวิหิงสา)

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ

2.4.5.4.3 สัมมาวาจา; เจรจาชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวาจาเป็นอย่างไร

          (2) การงดเว้นจากการกล่าวเท็จ งดเว้นจากการกล่าววาจาส่อเสียด งดเว้นจากการกล่าววาจาหยายคาย งดเว้นจากการกล่าววาจาเพ้อเจ้อ

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาวาจา

2.4.5.4.4 สัมมากัมมันตะ; การกระทำชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมากัมมันตะเป็นอย่างไร

          (2) การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมากัมมันตะ

2.4.5.4.5 สัมมาอาชีวะ; การเลี้ยงชีพชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาอาชีวะเป็นอย่างไร

          164(2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละการเลี้ยงชีพผิดเสียแล้ว ย่อมสำเร็จความเป็นอยู่ด้วยการเลี้ยงชีพชอบ

          (3) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาอาชีวะ

2.4.5.4.6 สัมมาวายามะ; ความพยายามชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาวายามะเป็นอย่างไร

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังความพอใจ (ฉันทะ) ให้บังเกิด ย่อมพยายาม ย่อมระดมความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้ เพื่อมิให้อกุศลธรรม อันเป็นบาปที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิดขึ้น

          (3) ย่อมยังความพอใจให้บังเกิด ย่อมพยายาม ย่อมระดมความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้ เพื่อละอกุศลธรรมอันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว

          (4) ย่อมยังความพอใจให้บังเกิด ย่อมพยายาม ย่อมระดมความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น

          (5) ย่อมยังความพอใจให้บังเกิด ย่อมพยายาม ย่อมระดมความเพียร ย่อมประคองตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งอยู่ไม่ให้สาบสูญ เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์มีขึ้นเต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

          (6) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาวายามะ

2.4.5.4.7 สัมมาสติ; ความระลึกชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสติเป็นอย่างไร

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้

          (3) เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูกายในกายอยู่ กำจัดความเพ่งเล็งอยากได้ และความทุกข์ใจในโลกเสียได้

          (4) เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูเวทนาในเวทนาอยู่ กำจัดความเพ่งเล็งอยากได้ และความทุกข์ใจในโลกเสียได้

          (5) เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูจิตในจิตอยู่ กำจัดความเพ่งเล็งอยากได้ และความทุกข์ใจในโลกเสียได้

          165(6) เป็นผู้มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ เฝ้าตามดูธรรมในธรรมอยู่ กำจัดความเพ่งเล็งอยากได้ และความทุกข์ใจในโลกเสียได้

          (7) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้กล่าวว่า สัมมาสติ

2.4.5.4.5 สัมมาสมาธิ; ความตั้งจิตมั่นชอบ

          (1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สัมมาสมาธิเป็นอย่างไร

          (2) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกาม สงัดแล้วจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก วิจาร มีปิติ และสุขเกิดแต่วิเวกอยู่

          (3) บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายในเป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตก วิจาร สงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปิติ และสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่

          (4) เธอมีอุเบกขา มีสิต มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปิติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข

          (5) เธอบรรลุจตุถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อน ๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่

          (6) อันนี้ เรียกว่า สัมมาสมาธิ

          (7) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย อันนี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจจ์

          (8) เฝ้าตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูสิ่งที่ทำให้ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง เฝ้าตามดูทั้งสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นและสิ่งที่ดับไปในธรรมทั้งหลายอยู่บ้าง 

          (9) อนึ่ง ภิกษุนั้น เข้าไปตั้งสติอยู่ว่า ธรรมทั้งหลายมีอยู่ดังนี้ เพียงเพื่อรู้ไว้เท่านั้น เพียงเพื่อระลึกไว้เท่านั้น ไม่เป็นผู้มีสิ่งใดอาศัยอยู่ด้วย ทั้งไม่ยึดถืออะไร ๆ ในโลกด้วย

          (10) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเฝ้าตามดูธรรมในธรรมทั้งหลายคือ อริยสัจจ์สี่อยู่ แม้ด้วยประการดังกล่าวนี้แล

 

คัดลอก : หน้า 149-165

2.5 อานิสงส

          166(1) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานสี่นี้ อย่างนี้ ตลอด 7 ปี เขาพึงหวังผล 2 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทิ (สิ่งที่ยึดถือ เช่น อุปาทานขันธ์ห้า) เหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ในชาตินี้แล

          (2) 7 ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานสี่นี้ อย่างนี้ ตลอด 6 ปี 5 ปี 4 ปี 3 ปี 2 ปี 1 ปี...

          (3) 1 ปียกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานสี่นี้ อย่างนี้ ตลอด 7 เดือน 6 เดือน 5 เดือน 4 เดือน 3 เดือน 2 เดือน 1 เดือน กึ่งเดือน...

          (4) กึ่งเดือนยกไว้ ผู้ใดผู้หนึ่ง พึงเจริญสติปัฏฐานสี่นี้ อย่างนี้ ตลอด 7 วัน เขาพึงหวังผล 2 ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง คือ พระอรหัตตผลในปัจจุบัน หรือเมื่อยังมีอุปาทิเหลืออยู่ ก็เป็นพระอนาคามี ในชาตินี้แล

          (5) ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นที่ไปทางเดียว เพื่อความบริสุทธิ์ของเหล่าสัตว์ เพื่อระงับความโศกและความคร่ำครวญ เพื่อดับทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุอริยมรรค เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพาน ทางเดียวนี้คือ สติปัฏฐานสี่ ด้วยประการฉะนี้แล

          (6) พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้น ยินดีชื่นชมพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคฉะนี้แล

 

คัดลอก : หน้า 166

 

 

เอกสารอ้างอิง

ชาญ สุวรรณวิภัช. 2541. หัวใจกรรมฐาน (พิมพ์ครั้งที่ 5). สำนักพิมพ์ศยาม บริษัทเคล็ดไทยจำกัด. กรุงเทพฯ 308 หน้า. (ISBN : 974-7033-89-5)