img1.gif  

คณะอนุกรรมการกิจการพิเศษ ศูนย์พุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สังคมอุดมการณ์

สุพจน์   ทองนพคุณ

          หลัก 3 หลักของสังคมอุดมการณ์

     หลักที่ 1 สังคมอุดมการณ์ต้องการความมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อกันเพื่อนำสู่ความสามัคคี…

1.1  มีของกินของใช้ ทรัพย์สิน เวลา เรี่ยวแรง ก็แบ่งปันกัน ช่วยกันในลักษณะต่าง ๆ

1.2  อภัยให้กันได้ หนักนิดเบาหน่อยก็ไม่ให้ถึงกับคุมแค้น อาฆาต พยาบาทให้หนักอก ลองสังเกตตัวเองดูซิ พออภัยกันได้เท่านั้น ใจก็โล่งสบาย แล้วอย่าลืมอภัยให้ตนเอง โดยใช้ความผิดนั้นแหละสอนเตือนตนเอง จนสำนึกผิดได้ จะเกิดปัญญาทันที

1.3  ใครมีความรู้ความคิดดี ๆ เห็นอะไรที่เป็นประโยชน์ เป็นโทษ ก็บอกกัน เตือนกัน แต่ระวังการเตือนจะมากน้อยต้องดูสถานการณ์ มิฉะนั้นแทนที่จะดีกลับเสีย เพราะอีกฝ่ายอายแล้วเลยพาลโกรธ… จะเสียการ

     หลักที่ 2 สังคมอุดมการณ์ต้องการกรอบศีลธรรมล้อมไว้เพื่อนำสู่สันติ…

2.1  เราไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายข่มเหงรังแก ฆ่าฟัน… คนอื่นก็เช่นกัน

2.2  เราไม่ต้องการให้ใครมาลักขโมยสิ่งของทรัพย์สิน… คนอื่นก็เช่นกัน

2.3  เราไม่ต้องการให้ใครมาละเมิดสิทธิในคู่ครอง… คนอื่นก็เช่นกัน

2.4  เราไม่ต้องการให้ใครมาโกหกหลอกลวงให้เสียประโยชน์… คนอื่นก็เช่นกัน

2.5  เราไม่ต้องการให้ตนเองขาดสติสัมปชัญญะ บุ่มบ่าม สะเงาะสะแงะ เกิดความประมาทพลาดพลั้งทั้งคิด  พูด ทำ  เพราะผลคือก่อทุกข์โทษให้ตนเองและผู้อื่น… คนอื่นก็เช่นกัน

     หลักที่ 3 สังคมอุดมการณ์ต้องการความฉลาด ความมีสติปัญญา…

          เพื่อสร้างสรรส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่พอเพียงทั้งทางกาย วาจา จิต วัตถุ และธรรมชาติสิ่งแวดล้อม

          ปัญญาหรือความฉลาดในสังคมอุดมการณ์ ต้องเป็นปัญญาสัมมาทิฎฐิ หรือธรรมปัญญา ส่วนปัญญาโลกย์อย่างเดียวนั้นจะทำร้ายหรือทำลายสังคม ถ้าไม่ล้อมกรอบด้วยศีลธรรม จะเป็นอย่างที่เขาว่า ยิ่งฉลาดมาก ยิ่งโกงมาก ยิ่งเบี้ยวมาก  ซึ่งน่าสงสารเพราะเขาไม่ “เห็น” โทษของการโกง การเบี้ยว ว่าจะก่อทุกข์โทษให้เขาภายหลังอย่างไร (กฎของกรรม)  ข้อธรรมที่คุมส่วนนี้คือ หิริ-ความละอาย โอตตัปปะ-กลัวบาป และข้อธรรมอื่น ๆ

3.1 ฉลาด (โดยธรรม) ในการลดทุกข์-เพิ่มสุขในปัจจัยดำรงชีพ เช่น ปัจจัย 4 : อาหาร, ที่อยู่อาศัย, เครื่องนุ่งห่ม,  ยารักษาโรค เป็นต้น (เฉพาะหัวข้อนี้ก็พูดกันได้ยาว และน่าสนใจ)

3.2 ฉลาดในการสร้างสรรวัตถุให้พอเพียงแก่การดำรงชีวิต เช่น อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ ยาน พาหนะ… และรู้จักระวังไม่ให้สิ่งเหล่านี้ มีความสำคัญเหนือคุณธรรม หรือหลงติดในวัตถุ

3.3 ฉลาดในการอบรม กาย วาจา จิต ให้ทำถูก พูดถูก คิดถูก และมีพลังภายในโดยพัฒนาจิตให้ฉลาด กล้าหาญ ด้วยการฝึกสติ สมาธิ และธรรมปัญญา

3.4  ฉลาดในการใช้และรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อม เราทำลายธรรมชาติ ๆ จะกลับมาทำลายเรา

3.5  ฉลาดในการบริหาร ปกครอง เช่น ใช้ธรรมาธิปไตย คือ เอาธรรม (= ความถูกควร) เป็นใหญ่

     บ่อเกิดของปัญญา  (1) ฟัง-เห็น-อ่าน-ทำ-พูดคุยเสวนา  (2) คิด พิจารณา ไตร่ตรองหาเหตุผลเชื่อมโยง  (3) จากการฝึกสติ-สมาธิภาวนาในกรอบของศีลธรรม โดยเข้าใจเรื่อง : ความไม่แน่นอน; ต้องทนหรือทนได้ยาก; คลายยึดถือเพราะเอาจริง ๆ เข้าก็บังคับบัญชาไม่ได้ คือหลักไตรลักษณ์ = อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นั่นเอง และที่สำคัญก็คือ ต้องมีกัลยาณมิตร

อันที่ (3) นี้จะเป็นขุมปัญญาใหญ่ เป็นสุดยอดของปัญญานำสู่สันติสุขแท้ เป็นปัญญาที่เปลี่ยนแก้พฤติกรรมแย่ ๆ ได้

          ท่านที่อ่านถึงตรงนี้ คงถึง “บางอ้อ”  นานแล้ว นี่คือหลัก ทาน ศีล ภาวนา นั่นเอง ซึ่งมีสอนกันมากว่า 2,500 ปี ทั้ง 3 หลักนี้ใช้เป็นหลักสากลได้ เพราะทุกสังคมต้องการสันติสุข ซึ่งมีเหตุมาจากคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ มีเมตตา (แต่ระวังเมตตาที่พาให้ “ตกเหว” เพราะเป็นเมตตาที่ขาดปัญญา) สุจริต ฉลาด ยุติธรรมไม่เข้าข้างแม้ตนเอง กตัญญู (สังคมที่อยุติธรรมและอกตัญญู เป็นสังคมที่น่าเกลียด) ไม่อิจฉาริษยา อาฆาตพยาบาท รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์ เป็นโทษ อะไรดีอะไรชั่ว อะไรเป็นบุญ-บาป อะไรสมควร ไม่สมควร เมื่อใดควรยึด เมื่อใดควรปล่อยวาง อะไรเป็นเหตุของความเจริญความเสื่อม อะไรเป็นของแท้  อะไรหลอกลวง อะไรสุขแท้ อะไรสุขเทียม… อย่าเชื่อง่ายโดยไม่มีเหตุผล แต่ไม่ใช่ไม่เชื่ออะไรเลย

          สังคมอุดมการณ์ เป็นสังคมที่เบิกบาน ไม่เครียด สุขสันติ และต้องเริ่มจากตนเองขยายไปแต่ละคน ขยายเป็นกลุ่ม ชุมชน หน่วยงาน.. ขยายไปขยายไป… คลุมประเทศ จากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง นี่เป็นอุดมการณ์ และควรเป็นเป้าหมายของโลก แต่ที่เป็นไปไม่ได้หมด เพราะกิเลสมันหลอกเก่ง มันอัดจนเขว จนเพี้ยนกันมาก กว่าจะผ่านจากปุถุชนเป็นอริยชน ก็ต้องออก “แรง” มาก ๆ… แต่ให้มั่นใจว่ามีทาง… (ขอให้ไปอ่านเรื่องมรรค 8)

          แค่ทำให้เป็นสังคมอุดมการณ์ย่อม ๆ ก็จะมีความสุขไม่น้อยแล้ว เรามาทำให้สังคมชาวเกษตรศาสตร์ เป็นสังคมอุดมการณ์กันเถอะ  ทำได้แค่ไหน เอาแค่นั้น โดยเรามาเริ่มที่ตัวเราก่อน+หากัลยาณมิตร หาวิธีการ จากตัวเราไปที่คนใกล้ตัว ไปที่ครอบครัว หน่วยงาน  ถ้าให้เร็วต้องมีผู้นำ ถ้าระดับภาควิชา ก็หัวหน้าภาค ระดับคณะ ก็คณบดี ระดับมหาวิทยาลัย ก็อธิการบดี

          จะเริ่มต้นที่ตัวเราก็ต้องหัดอธิษฐาน คือเอาจิตนำ อธิษฐานไม่เป็นก็เอาง่าย ๆ อย่างที่ผมเคยทำสมัยเด็ก ๆ คือ พวกผู้ใหญ่ชอบพูดว่า ทำบุญแล้วอธิษฐานซะ เราไม่รู้จะอธิษฐานอะไรก็เลยคิดว่า ขอให้เป็นคนดี… นี่เป็นการเริ่มต้นทิศเดิน แล้วค่อย ๆ ปรับทิศไปเรื่อย ๆ ให้ตรงทาง จะช้าบ้างก็ช่างมัน หยุดบ้าง ถอยหลังบ้างก็ช่าง… แล้วก็ “เดิน” ไป…เดินไป…

          เมื่ออธิษฐานแล้วก็เริ่มหัดทำความดีให้มากขึ้น อย่าหลงในความดี ให้หัดทำสติสัมปชัญญะ คือทำอะไรให้มีตัวรู้ จะยืน เดิน  นั่ง  นอน  ดื่ม  กิน  ทำ  พูด  คิด ให้ตัวรู้มีตลอด หัดสังเกตุลมหายใจเพื่อเพิ่มพลังจิต และรักษาสุขภาพกายได้ด้วย (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านว่า…) หัดสวดมนต์ หาคำมาตล่อมจิต เช่น คำว่าพุทโธ เอามานึกไว้เสมอ ๆ หรือคำอื่นตามแต่ละศาสนาจะนับถือ เพราะสมาธิเป็นของสากลไม่สังกัดศาสนา แต่ควรมีศีล 5 จึงจะปลอดภัย

          คุณธรรมต้องนำหน้าความรู้ เพราะปัญหาแทบทั้งหมดในสังคมแทบทุกระดับ มาจากการหย่อนคุณธรรม   

          ควรมีหรือร่วมกันจัดสร้างสถานที่ที่ให้ความสะดวก (เช่น พุทธเกษตร ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์) ในการให้ความรู้พัฒนาคุณธรรมและคุณภาพชีวิตตามแนวภูมิปัญญาไทย

เขียน :   วันที่ 25  กันยายน พ.ศ. 2541

 

เอกสารอ้างอิง

สุพจน์ ทองนพคุณ อาจารย์อาวุโสมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (0-2940-3739-40) คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จตุจักร กรุงเทพฯ 10900