คณะอนุกรรมการกิจการพิเศษ ศูนย์พุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ภิกษุกับนักปรัชญา
ฌอง-ฟรองซัว เรอเวล และ มัตติเยอ ริการฺ เขียน
งามพรรณ เวชชาชีวะ แปล
|
|
ทั้งสองพบกันเพื่อสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดในฐานะตัวแทนของโลกตะวันตกและโลกตะวันออก นอกเหนือจากความผูกพันทางสายเลือดในฐานะพ่อลูก ประเด็นการสนทนา คือคำถามของยุคที่กำลังก้าวสู่ศตวรรษใหม่ ชีวิตคืออะไร มนุษยชาติประสบความสำเร็จในการสร้างสังคมหรือไม่ อะไรคือคำตอบของชีวิต ปรัชญาตะวันตกล้มเหลวที่จะเป็นที่ยึดเหนี่ยวของชาวตะวันตกหรือไม่เมื่อความสนใจพุทธศาสนามีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีอะไรในพุทธศาสนาที่สังคมตะวันตกต้องการ |
|
บทสรุปจากภิกษุ |
|
329สิ่งใดจะเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ได้ดีที่สุดหรือ วิทยาศาสตร์ จิตวิญญาณ เงิน อำนาจ ความหฤหรรษ์ ไม่มีผู้ใดตอบคำถามเช่นนี้ได้โดยไม่ถามตัวเองไปพร้อม ๆ กันด้วยว่า มนุษยชาติมุ่งหวังสิ่งใดอย่างลึกซึ้งที่สุด และเป้าหมายที่แท้ของชีวิตคืออะไร คำตอบของศาสนาพุทธต่อคำถามนี้คือ การชี้ว่าในที่สุดสิ่งที่เราทุกคนเสาะหาในชีวิตคือความสุข แต่สิ่งสำคัญคือ ไม่ใช่การเข้าใจผิดเมื่อเห็นความง่ายดายในคำตอบนี้ ในที่นี้ ความสุขไม่ใช่ความรู้สึกอันรื่นรมย์ แต่เป็นการเติมเต็มให้กับชีวิตด้วยวิธีที่รับกับธรรมชาติที่ลึกซึ้งที่สุดของมนุษย์ ความสุขคือการรู้ว่าเราสามารถใช้ชีวิตของเราทำให้สิ่งที่เรามีอยู่แล้วในตัวเกิดขึ้นจริง และเข้าใจถึงธรรมชาติที่แท้และสูงสุดของจิต สำหรับผู้รู้ถึงวิธีการให้ความหมายแก่ชีวิต แต่ละนาทีจะเป็นดั่งลูกธนูที่พุ่งเข้าสู่เป้า การไม่รู้วิธีให้ความหมายแก่ชีวิตนำไปสู่การหมดกำลังใจและความรู้สึกไร้ค่า ที่อาจจะนำไปสู่การล้มเหลวที่สุดคือการฆ่าตัวตาย |
|
ความสุขจำเป็นต้องหมายถึงปัญญา หากไร้ปัญญาก้ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะนำต้นเหตุของสิ่งที่เรารับรู้ว่าเป็นทุกข์ไปจัดการให้ถูกต้อง... นั่นคือความไม่พึงพอใจต่อเนื่องที่ครอบครองจิต ความไม่พึงพอใจนั้นมาจากความไม่สามารถผ่านพ้นพิษร้ายทางจิตของ330ความเกลียด ความอิจฉา ความยึดมั่น ความโลภ และความหยิ่งทะนง ซึ่งเกิดขึ้นจากการมองโลกโดยมีอัตตาเป็นศูนย์กลางและจากการยึดมั่นในความคิดเรื่องตัวตนที่ทรงพลังในตัวเรา |
|
ส่วนประกอบสำคัญอื่นของความสุขสามารถสรุปได้ในคำสามคำคือ การเห็นแก่ผู้อื่น ความรัก และความเมตตา เราจะสามารถหาความสุขให้ตัวเราได้อย่างไรหากทุกคนรอบตัวเรามีทุกข์เกิดขึ้นตลอดเวลา ความสุขของเราเองเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งต่อความสุขของผู้อื่น |
|
ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา หลังจากนานหลายศตวรรษที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ การสื่อสารสนทนาระหว่างศาสนาพุทธและกระแสหลักของความคิดแบบตะวันตกได้เริ่มขึ้น บัดนี้ศาสนาพุทธมีที่ทางที่ถูกต้องในประวัติศาสตร์ความคิดและศาสตร์ต่าง ๆ แต่แม้ว่าจะเป็นเรื่องน่าสนใจที่ในสมัยหนึ่งศาสนาพุทธพัฒนาทฤษฎีเรื่องอะตอมได้อย่างมีรายละเอียดและต่อเนื่องกว่าของเดโมคริตัส คุณค่าไม่ได้อยู่เพียงแค่ประเด็นสองสามประเด็นของทฤษฎีความรู้ ศาสนาพุทธเสนอศาสตร์แห่งจิตแก่เรา เป็นศาสตร์แห่งการทำวิปัสสนา ที่รับกับยุคสมัยของเรามากกว่ายุคใดเวลาใดและจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป...ในเมื่อเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับกลไกพื้นฐานที่สุดของความสุขและความทุกข์ |
|
ทำไมจึงต้องเป็นศาสตร์แห่งการทำวิปัสสนา ไม่เพียงพอหรอกหรือที่จะพยายามคลี่คลายปัญหาของเราด้วยวัตถุ เงื่อนไขที่โลกภายนอกเสนอให้นั้น อาจสำคัญสำหรับเราในส่วนของการอยู่ดีกินดี ความสะดวกสบาย สุขภาพ การมีอายุยืนยาว... แม้แต่ตัวชีวิตของเราเอง เทคนิคและการเยียวยาที่กระทำผ่านสถานการณ์ทางวัตถุภายนอกเป็นสิ่งสำคัญที่นำมาซึ่งความสุขบางลักษณะแก่เรา แต่ไม่มีสิ่งใดนำมาซึ่งความอยู่ดีภายในที่แท้จริงแก่เราได้ ตรงนี้ จิตเป็นสิ่งสำคัญเพราะจิตมีบทบาทหลักในการก่อให้เกิดความพึงใจหรือไม่พึงใจ สุขและทุกข์ สมหวังหรือล้มเหลว จิตอยู่เบื้องหลังทุกประสบการณ์ในชีวิต จิตยังกำหนดวิธีที่เรามองโลก จิตคือหน้าต่างที่เรามองโลก 'ของเรา' เพียงเปลี่ยนแปลงจิตของเราน้อยนิด เปลี่ยนแปลงวิธีที่เรารับรู้ผู้คนและสิ่งของ โลกก็สามารถกลับหน้ามือเป็นหลังมือได้ |
|
วิถีแบบพุทธที่มองดูภายนอกมีรูปแบบที่แปลกแตกต่าง หากแต่ก็เป็นเช่นประเพณีความเชื่อทางจิตวิญญาณที่สำคัญอื่น ๆ ที่คิดขึ้นเพื่อช่วยเราให้เป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น331นั่นเอง วิทยาศาสตร์ไม่ได้คิดขึ้นหรือเป็นเครื่องมือที่จะช่วยเราให้บรรลุเป้าหมายนี้ วัตถุประสงค์แรกของวิทยาศาสตร์คือ การให้ความกระจ่างแก่ธรรมชาติของปรากฏการณ์ที่จับต้องได้ และหลังจากที่ค้นพบแล้วก็ควบคุมปรากฏการณ์นั้นเพื่อให้เรานำมาใช้ได้ ดังนั้น วิทยาศาสตร์สามารถช่วยให้สภาพชีวิตของเราดีขึ้น หากเรารู้สึกหนาวก็สามารถทำให้เราอุ่น หากเราป่วยก็สามารถรักษาเราให้หาย จากมุมมองในตัวของมันเองทั้งหมดนี้ อุดมคติของวิทยาศาสตร์คือ การมีชีวิตอยู่หลายร้อยปีอย่างมีสุขภาพสมบูรณ์ แต่ไม่ว่าเราจะมีชีวิต 30 ปี หรือ 100 ปี คำถามเรื่องคุณภาพของชีวิตยังคงอยู่เช่นเดิม วิธีเดียวที่จะมีชีวิตอย่างมีคุณภาพที่แท้จริงคือการให้ความหมายภายในแก่ชีวิต |
|
ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะหวังว่า ศาสนาพุทธในตะวันตกจะเป็นที่ปฏิบัติเหมือนในตะวันออกและรูปแบบการใช้ชีวิตของพระสงฆ์และฤาษีโยคี ก็ยากนักที่จะแพร่หลายในโลกตะวันตกอย่างที่เป็นในประเทศนับถือพุทธหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม ศาสนาพุทธดูเหมือนจะสามารถมอบเครื่องมือที่จำเป็นที่จะก่อให้เกิดความสงบภายในในระดับหนึ่งให้กับเราทุกคนได้ นี่ไม่ใช่ปัญหาของการสร้างรูปแบบตะวันตกให้กับศาสนาพุทธด้วยการนำข้อผ่อนผันของแต่ละคนที่แตกต่างกันไปมากมาย มาใช้ลดลงให้เป็นรูปแบบที่ขาดพลัง แต่เป็นเรื่องของการใช้ความจริงพื้นฐานของศาสนาพุทธไปในทางที่ทำให้สิ่งที่เราทุกคนมีในตัวที่จะเป็นคนสมบูรณ์แบบ สามารถเกิดผลขึ้นมาได้ |
|
ทันทีที่เรานำตัวเองสู่วิถีทางจิตวิญญาณ สิ่งสำคัญคือตรวจดูว่า ในช่วงเวลาหลายเดือนและหลายปีเราได้ปลดปล่อยตัวเองจากความเกลียด ความโลภ ความหยิ่งทะนง ความอิจฉา และเหนืออื่นใดจากการยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางและความไม่รู้ที่เป็นสาเหตุทั้งหมดนั้นหรือไม่ นั่นเป็นผลเพียงอย่างเดียวที่มีความสำคัญ เป็นกฎเกณฑ์ที่ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้สมควรได้รับการเรียกว่าเป็น 'ศาสตร์' ในความหมายที่เป็นรูปแบบหนึ่งของความรู้ และห่างไกลจากการเป็นข้อมูลอันไร้ประโยชน์ แต่ประกอบขึ้นเป็นปัญญาที่แท้จริง |
|
อาตมาต้องยอมรับว่า ในทีแรกอาตมาประหลาดใจในความสนใจที่ศาสนาพุทธปลุกให้เกิดขึ้นในโลกตะวันตกในปัจจุบัน เมื่อมีการเสนอความคิดเรื่องการสนทนาครั้งนี้เป็นครั้งแรก อาตมาไม่แน่ใจเลยแม้แต่น้อยว่า นักคิดอิสระเช่นบิดาของอาตมาจะ332ต้องการสนทนากับพระภิกษุในศาสนาพุทธ ถึงแม้ว่าพระองค์นี้จะเป็นลูกชายก็ตาม แต่บิดาของอาตมายอมตกลงรับความคิดนี้อย่างกระตือรือร้นและเลือกใช้สถานที่อันเงียบสงบที่เทือกเขาในเนปาลเป็นการสนทนา เท่ากับสถานการณ์ที่จำเป็นสำหรับการสนทนาที่แท้ได้กำหนดขึ้นแล้ว |
|
ในการสนทนาของเรา อาตมาปรารถนาที่จะแบ่งปันและอธิบาย และบิดาปรารถนาที่จะวิเคราะห์และเปรียบเทียบ นั่นคือเหตุผลที่นักปรัชญาถามคำถามกับพระภิกษุมากกว่าจะกลับกัน อย่างไรก็ตาม ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกันที่พระภิกษุจะตั้งคำถามนักปรัชญาในเรื่องความหมายของชีวิตในสายตาของนักคิดชาวตะวันตกสมัยใหม่ และนั่นทำให้เกิดเป็นบทสุดท้ายในการสนทนาของเรา ซึ่งครั้งนี้ทำขึ้นที่ชายฝั่งแคว้นบริตานีประเทศฝรั่งเศส |
|
ความสัมพันธ์แนบแน่นของอาตมาต่อบิดาไม่ได้ลดน้อยลงระหว่างที่อาตมาท่องเที่ยวไป แต่แม้ว่าเรามักถกกันถึงโศกนาฏกรรมในธิเบต เราก็ไม่เคยมีโอกาสพูดกันอย่างลึกซึ้งในเรื่องความคิดของเราเลย ดังนั้น เราทั้งสองจึงยินดีนักที่ได้มีเวลาพูดเรื่องหลักเกณฑ์ที่เป็นแรงบันดาลใจต่อชีวิตของเราและได้นำมาเปรียบเทียบกัน อย่างไรก็ตาม ไม่มีบทสนทนาใด ไม่ว่าจะก่อให้เกิดปัญญาเพียงใดก็ตาม จะสามารถแทนที่ความเงียบจากประสบการณ์ส่วนตัวที่จำเป็นต่อความเข้าใจว่าสิ่งต่าง ๆ ที่แท้เป็นอย่างไร ประสบการณ์คือมรรคา และเช่นที่พระพุทธองค์ตรัสอยู่เสมอ 'สุดแต่เจ้าจะเดินมา' เพื่อว่าวันหนึ่งผู้ถือสารอาจกลายเป็นสารเอง |
|
คัดลอก : หน้า 329-332 |
|
|
เอกสารอ้างอิง
งามพรรณ เวชชาชีวะ. 2542. ภิกษุกับนักปรัชญา (พิมพ์ครั้งแรก). สำนักพิมพ์ออร์คิด. กรุงเทพฯ 333 หน้า. (ISBN : 974-8304-75-2)