คณะอนุกรรมการกิจการพิเศษ ศูนย์พุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


แห่งการงานอันเบิกบาน
ตาร์ถัง ตุลกู เขียน
โสรีช์ โพธิแก้ว แปล
|
|
"เมื่อรู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะเสริมสร้างจิตใจอันเสรี เมื่อนั้นเราจะเปิดตนเองออกไปสู่ความเบิกบานและความแข็งแรงและมีความสุขอันล้ำลึก ซึ่งอบอวลอยู่รอบ ๆ ตัวเรา การรู้จักตนเองมากขึ้น จะทำให้ความเข้าใจชีวิตมีมากขึ้น เราจะงอกงามต่อไปอย่างสวยงาม ทั้งร่างกายและจิตใจ งานของเรา ครอบครัวของเรา และความสัมพันธ์ระหว่างเรากับทุกสิ่งจะมีความหมายมากขึ้น" |
|
สมาธิ |
|
57ความมีสมาธิเปรียบเช่นกับเพชรอันสูงค่า มันเป็นการรวมผลึกของพลังกาย ปัญญา และสัมผัสอันละเอียดอ่อนของเรา เมื่อเราสามารถมีสมาธิอย่างสมบูรณ์ แสงสว่างของความสามารถของเราก็จะกระจ่างขึ้นหลากหลายสีสัน เปล่งรังสีอยู่ในทุก ๆ สิ่งที่เราทำ พลังงานของเราจะอยู่ในภาวะสมดุลและใสสะอาด ซึ่งสามารถเอื้ออำนวยให้เรากระทำกิจกรรมใด ๆ ด้วยความรวดเร็วและสะดวกง่ายดาย และเราสามารถจะทำงานด้วยความเป็นสุขและกระตือรือร้น |
|
เมื่อเราพยายามพัฒนาความสามารถในการสำรวมใจ เราจะพบคุณภาพอันสร้างสรรค์ ซึ่งทำให้ความรู้สึกตัวของเราคมชัดขึ้น และเพิ่มความรู้สึกซาบซึ้งในสรรพสิ่งให้แก่เรา แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลยที่จะสร้างสมาธิที่ว่านี้ จิตใจของเรามักถูกชักนำให้ห่าง58ออกไปจากงานเฉพาะหน้าได้โดยง่าย สภาพเช่นนี้มีความหมายว่า พลังงานของเราจะแตกซ่านกระจัดกระจายแทนที่จะรวมตัวกันอยู่ในงานที่เรากระทำอยู่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเรากำลังทำสิ่งที่เราไม่ชอบอยู่ |
|
เมื่อเรายอมให้อิทธิพลจากภายนอกชักจูงความคิดของเราให้ห่างไปจากสิ่งที่เราทำอยู่ การขาดสมาธิของเราก็จะปรากฏอยู่ในคุณภาพของผลงานที่เรากระทำนั้น ยิ่งเรามีความสำรวมใจในสิ่งที่เราทำน้อยลง ความผิดพลาดของเราก็จะมีมากขึ้น และเราจะทำงานเสร็จช้าลงมากขึ้น และในที่สุดเราจะเกิดความหงุดหงิดขุ่นเคืองใจกับการที่เราไม่สามารถทำงานเสร็จสิ้นลงไปได้ และความหงุดหงิดนี้ก็จะกวนใจเรา เราจะรักษาแรงจูงใจของเราได้ยากขึ้น เราอาจจะหยุดความพยายามก่อนที่จะบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้น เมื่อเวลาของเราสูญไปและงานของเราก็ไม่เสร็จ เราจะเกิดความสงสัยว่า เหตุใดเราจึงไม่มีผลงานปรากฏออกมาจากการกระทำของเราเลย |
|
ในการเรียนรู้ที่จะรวบรวมพลังของเรา เราจะมีสมาธิด้วย เราอาจสามารถสร้างสมาธิอย่างนี้ได้ โดยบังคับจิตใจของเราให้มีความใส่ใจ แต่ว่าเมื่อเราพยายามบังคับหรือกำหนดความต้องการของเรา มันก็จะกลายเป็นการต่อสู้กันภายในตัวของเราเอง ความรู้สึกที่ว่าเราจะต้องมีสมาธิในการทำงาน ก็จะกลายเป็นสิ่งที่59ทำให้กังวลหงุดหงิดและขุ่นเคือง ความกังวลจะก่อให้เกิดความสับสน เราจึงไม่สามารถให้ตนเองมีสมาธิอย่างดีได้ |
|
แม้ว่าการมีสมาธิจะหมายถึงการรวบรวมพลังงาน มันหาใช่หมายถึงการทำให้จิตใจคับแคบลงไม่ แต่มันหมายถึงการเปิดตนเองให้กับงาน เปิดตนเองให้กับประสบการณ์ และเปิดตนเองใหสัมผัสกับชีวิต ดังนั้น การฝึกสมาธิจะะมีประสิทธิภาพอย่างมากทีเดียว เมื่อเราเอื้ออำนวยให้มันเกิดขึ้นมากกว่าที่จะต่อสู้กับตัวเราเองโดยการบังคับ เมื่อเรานำความคิดของเราและจิตใจของเราให้หลั่งไหลไปสู่การทำงานอย่างอ่อนโยนแต่แน่วแน่ แทนที่จะมองงานของเราเหมือนเช่นศัตรูที่เราจะต้องเอาชนะ เราจะต้องโอบกอดความท้าทายต่าง ๆ ที่มันก่อให้เกิดขึ้นอย่างนิ่มนวล เมื่อเราทำเช่นนี้เราสามารถรวมพลังงานของเราให้ดำเนินไปในแนวทางที่เบิกบานและปลอดโปร่ง และมันเป็นการง่ายกว่าที่จะดึงดันอยู่ในงานนั้นจนกว่างานจะเสร็จ เมื่อเรารู้แนวทางดังกล่าวแล้วนี้ เราจะเรียนรู้ที่จะทราบซึ้งแม้ในงานที่เราไม่ชอบทำเลย |
|
การเสริมแนวทางรวมจิตใจให้แก่งาน จะเริ่มต้นด้วยการทำให้เกิดความรู้สึกสงบ ผ่อนคลาย และทำงานทีละอย่าง เมื่อต้องเริ่มต้นทำงานอันดับแรกสุดควรจะนั่งอยู่อย่างเงียบ ๆ สัก 2-3 นาที หายใจช้า ๆ และแผ่วเบา ใส่ใจอยู่กับการหายใจของท่าน และสังเกตดูลมหายใจซึ่งไหลเข้าไปในร่างกาย60แล้วปล่อยระบายออกมา พยายามสัมผัสดื่มด่ำเข้าไปในความรู้สึกของท่าน แล้วให้มันค่อย ๆ ขยายตัวขึ้นสำหรับการวางรากฐานพลังงานของท่านและช่วยสงบจิตใจของท่าน และเมื่อนั้นท่านจะสามารถเริ่มต้นทำงานอย่างสดชื่นและมีชีวิตชีวา |
|
ปล่อยให้ความคิดของท่านดำเนินไปอย่างราบรื่นและไม่รีบเร่ง พยายามมองงานของท่านอย่างกว้าง ๆ พิจารณาดูว่าท่านจะทำสิ่งใดก่อน และพิจารณาดูสิ่งที่ท่านต้องการทำให้เสร็จวันนี้มีอะไรบ้าง หลังจากนั้นพยายามใส่ใจกับงานทีละอย่าง เริ่มต้นด้วยงานที่เราทำอยู่เป็นประจำ และเตรียมแผนทำมัน สร้างเป้าหมายที่แน่นอนให้แก่ตัวเองตลอดจนกำหนดเวลาที่งานนั้นพึงจะเสร็จ หลังจากนั้นก็ทำงานไปอย่างต่อเนื่องทีละขั้นตอน ดื่มด่ำอยู่กับมันจนกระทั่งเสร็จ พยายามไม่ให้ความสนใจกับสิ่งซึ่งจะมาหันเหจิตใจของเรา โดยการมีสมาธิอย่างยืดหยุ่นแต่เต็มอิ่มในรายละเอียดแต่ละอย่างของงาน เมื่อความคิดที่ไม่เกี่ยวเนื่องเกิดขึ้น อย่าขัดขวางมัน แต่ปล่อยมันไหลเลื่อนผ่านไป |
|
ในขณะที่ท่านทำงาน ให้ใส่ใจอยู่กับคุณภาพของพลังงานของท่าน สังเกตดูว่าท่านกลมกลืนดื่มด่ำอยู่กับสิ่งที่ท่านทำหรือเปล่า หรือว่าท่านใส่ใจมันแต่เพียงส่วนเดียว และท่านกำลังคิดถึงสิ่งอื่น ๆ อยู่ เมื่อความคิดของท่านล่องลอยไป โปรดดึงมันกลับมาอย่างอ่อนโยนสู่งานที่ท่านทำอยู่นั้น เมื่อท่านทำงานของท่านเสร็จ ลองทบทวนดูว่า ท่านได้ทำสิ่งที่ท่าน61ต้องการหรือเปล่า และสังเกตถึงคุณภาพของสมาธิซึ่งท่านใช้ในงาน เมื่อท่านทำงานด้วยวิธีการเช่นนี้ ท่านอาจจะสังเกตเห็นว่าสมาธิของท่านจะไหลต่อเนื่องอย่างธรรมชาติ ตั้งแต่เริ่มต้น และแม้งานซึ่งเราทำอยู่เป็นประจำก็น่าสนใจและมีชีวิตชีวา |
|
เมื่อวิธีการนี้เกิดขึ้นอยู่อย่างสม่ำเสมอจนท่านคุ้นเคย ลองนำไปใช้กับกิจกรรมซึ่งซับซ้อนมากขึ้น ท่านจะรู้สึกตื่นตัวและสามารถสัมผัสกับความต้องการของงาน ตลอดจนสามารถจะตะหนักถึงวิธีการใช้พลังงานของท่านเอง ความคิดของท่านจะเป็นระเบียบและระบบมากขึ้น และพลังงานของท่านก็จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และท่านก็สามารถจะจัดลำดับการกระทำของท่านในการทำงานแต่ละอย่างได้ เมื่อท่านสามารถตระเตรียมแผนต่าง ๆอย่างละเอียดและพยายามบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ท่านจะพบว่าท่านมีสมาธิเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแรงมากขึ้น การเห็นว่าท่านทำอะไรได้บ้างนั้น จะทำให้ความกระตือรือร้นของท่านมีมากขึ้น และบันดาลใจให้ท่านพัฒนาความใส่ใจและความชำนาญมากขึ้น |
|
เมื่อเราทราบถึงวิธีการแห่งสมาธิ เราจะเชื่อมั่นในความสามารถของเราในการทำงานให้เสร็จสิ้นสำเร็จลงไป เราจะยอมรับสิ่งท้าทายใหม่ ๆ และยินดีเผชิญกับพันธะต่าง ๆ ด้วยความเต็มใจ เนื่องจากว่าเราไม่สนใจกับสิ่งหันเหความสนใจ62ต่าง ๆ และไม่พยายามหลีกเลี่ยงงานที่จำเป็นต้องทำ การงานของเราจะดำเนินไปอย่างราบรื่น อิ่มเอิบไปด้วยด้วยแรงของความใส่ใจอย่างเต็มที่ จุดมุ่งหมายของสิ่งที่เราทำจะชัดเจน เมื่อเราเรียนรู้ที่จะทำงานอย่างดี ความมั่นใจของเราจะเข้ามาแทนที่ความสับสนและความกังวล และสามารถปลดปล่อยพลังงานของเราให้มีอิสระที่จะทำสิ่งที่สร้างสรรค์เป็นสุข และนำความสำเร็จมาให้ เราจะพบว่าไม่มีอุปสรรคใด ๆ สามารถขัดขวางเราไม่ให้ไปถึงเป้าหมายได้ |
|
เมื่อสมาธิของเราเข็มแข็งและลึกซึ้ง ความคิดของเราก็จะเป็นระบบ พลังงานของเราก็จะมีอย่างต่อเนื่อง และเราจะพบว่าความใส่ใจในตัวเองซึ่งเพิ่มขึ้น จะเอื้ออำนวยให้เราสัมผัสได้ลึกซึ้งลงไปในสิ่งที่เราทำ สมาธิจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเราตลอดเวลาและะทุก ๆ แห่ง การเดินเล่นในป่าจะเป็นประสบการณ์ที่สดชื่นและเป็นสุขอย่างแท้จริง เมื่อเรามีสมาธิในรายละเอียดต่าง ๆ เช่น กลิ่นหอมของพื้นดิน แสดงแดดอันสดใสบนไม้ใบ สัมผัสอันละเอียดอ่อนของสายลมซึ่งแผ่วผ่านเส้นผมของเรา เราจะรู้สึกต่อสรรพสิ่งอย่างลึกและชัดเจน สิ่งที่เรารู้สึกจะมีคุณภาพของความลึกซึ้งมากขึ้น และเราจะรู้สึกซาบซึ้งต่อทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้นทุกขณะ |
|
เมื่อความรู้สึกตัว ความมีประสิทธิภาพและความสามารถในความรู้สึกซาบซึ้งเพิ่มขึ้น ผู้อื่นรอบตัวเราจะได้รับคุณประโยชน์63ด้วย เมื่อการกระทำของเราส่งผลของความสุขให้ผู้อื่น เมื่อเราแบ่งปันความเปลี่ยนแปลงอันดีงามที่เราได้กระทำแก่ผู้อื่น สิ่งนี้จะเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุด เมื่อเรามีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนที่จะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยวิธีการเช่นนี้ ความเชื่อของเราสามารถจะขยายไปครอบคลุมทุก ๆ คนและชีวิตทุก ๆ ชีวิต |
|
คัดลอก : หน้า 57-63 |
|
|
เอกสารอ้างอิง
โสรีช์ โพธิแก้ว. 2544. แห่งการงานอันเบิกบาน (พิมพ์ครั้งที่ 7). สำนักพิมพ์มูลนิธิโกมลคีมทอง. กรุงเทพฯ 190 หน้า. (ISBN : 974-7232-99-5)