คณะอนุกรรมการกิจการพิเศษ ศูนย์พุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


ให้แสงธรรม…สว่างไสวในใจ
พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
|
ถ้าใจรู้อยู่ที่ไหน พระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่น ถ้าใจรู้อยู่เป็นปกติ ไม่หวั่นไหว พระธรรมก็อยู่ที่นั่น ถ้าใจมีสติสัมปชัญญะ สังวรระวัง หรือควบคุมความรู้สึก ให้รู้อยู่ที่รู้ คือที่ใจนั้นเอง พระสงฆ์ก็อยู่ที่นั่น |
|
|
พระพุทธเจ้า ก็คือ จิตรู้ของเรา พระธรรม ก็คือ จิตที่มีความรู้สึกสำนึกผิดชอบชั่วดี พระสงฆ์ ก็คือ เจตนาตั้งใจจะละความชั่วประพฤติดีอยู่ตลอดเวลา จิตของเราเป็น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยกันแล้วทุกคน แต่ว่า… ยังมีพลังน้อย เพิ่งเริ่มเป็นแสงริบหรี่ เล็กกว่าแสงหิ่งห้อยนิดหนึ่ง ดังนั้นเราจึงมาตั้งใจปฏิบัติภาวนา… เพื่อให้แสงพุทธธรรมอันนั้นสว่างไสวขึ้นในจิต การทำสมาธิมิได้หมายความว่า เราจะมากำหนดจิตบริกรรมภาวนา หรือมาพิจารณาเฉพาะในขณะนั่งหลับตาเท่านั้น แม้เวลาอื่นนอกจากการปฏิบัติ คือนอกจากการเดินจงกรมและจากการนั่งสมาธิ เราจะทำอะไร จะพูด จะคิด จะดื่ม จะฉัน จะรับประทานอะไรก็ตาม ให้มีสติสัมปชัญญะคอยกำกับ และเอาตัวรู้สะกดตามไปด้วย คือให้มีผู้รู้ ในเมื่อเรามีสติสัมปชัญญะกำกับรับรู้กิริยา ความเคลื่อนไหวของเราอยู่ทุกอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูด คิด เราก็มีสติสังวรอยู่ การมีสติสังวรอยู่ สวโร คือการสำรวม การสำรวม ก็คือ ศีล ความตั้งมั่นจดจ้องต่อการสังวรระวัง ก็คือ สมาธิ ความมีสติสัมปชัญญะ รู้รอบคอบอยู่ทุกอิริยาบถนั้น คือ ปัญญา
|
|
หมายเหตุ
การอธิบายพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ศีล สมาธิ ปัญญา ในลักษณะนี้เป็นการอธิบายเพื่อขยายและเชื่อมโยงในการพัฒนาจิต ภาคปฎิบัติธรรม
เอกสารอ้างอิง
คัดสรรโดย อาจารย์สุพจน์ ทองนพคุณ อาจารย์อาวุโสมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (0-2940-3739-40)